Mangath เว็บบอร์ด Studies Zone ประวัติหน่วยบัญชาการนาวิกโ ...
ดู: 1574|ตอบ: 7
go

ประวัติหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

Rank: 11Rank: 11Rank: 11Rank: 11

  • อารมณ์รายวัน TA
    ตกที่นั่งลำบาก
    2011-11-21 09:56
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 53 วัน

    [LV.5]Class F

    Medal No.33 Medal No.34 เหรียญกิจกรรม1 เหรียญกิจกรรม2 เหรียญกิจกรรม3 เหรียญกิจกรรม4 เหรียญกิจกรรมม5 เหรียญกิจกรรม5.2 เหรียญกิจกรรม7 เหรียญกิจกรรม7 กิจกรรม 7.1

    โพสต์เมื่อ 2011-10-28 20:28 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

    ประวัติหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

    ทหารนาวิกโยธินมีประวัติมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ ยังไม่มีคำว่า “นาวิกโยธิน” แต่เดิมมาทหารนาวิกโยธินไทยใช้ชื่อ เรียกว่า “ทหารมะรีน” ตามคำในภาษาไทย ที่มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า MARINES ทหารมะรีนตามความหมายของต่างประเทศหมายถึงเหล่าทหารเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรบอย่างทหารบกโดยให้ทหารมะรีนลงมาประจำในเรือรบ ประจำตามป้อมค่ายของทหารเรือและตามฐานทัพเรือทั้งในประเทศ และนอกประเทศทหารมะรีนที่ใช้ลงประจำในเรือรบสมัยเรือใบมีหน้าที่ยิงปืนใหญ่ และเมื่อเรือเข้าเทียบกันก็ขึ้นตะลุมบอนรบกันด้วยอาวุธสั้น เช่น ดาบเข้าฟันแทงข้าศึกอย่าง สุดฤทธิ์ เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งหมดกำลังต่อสู้ต้องยอมแพ้ ในสมัยเรือกลไฟก็ได้ใช้ทหารมะรีนลงประจำในเรือรบขนาดใหญ่ มีหน้าที่ประจำปืนใหญ่ส่วนหนึ่งของเรือ และจัดเป็นกำลังสำหรับทำการยกพลขึ้นบก เพื่อปฏิบัติการรบบนบกตามภาระหน้าที่ของเรือนั้น ๆ ในสมัยโบราณเรือรบจะแยกขึ้นในสังกัดเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับการเกณฑ์ชายฉกรรจ์เข้ารับราชการทหารจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีการสร้างเรือกลไฟขึ้นมาเป็นเรือรบแทนเรือใบ
    ต่อมารัชกาลที่ ๕ ได้เริ่มการแบ่งแยกกำลังรบทางเรือออกจากกำลังรบทางบก โดยทหารเรือในสมัยนั้น มีอยู่ ๒ แห่งคือ ทหารเรือวังหน้า ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และที่สมุหพระกลาโหมอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นยังมี กรมเรือกลไฟขึ้นในบังคับบัญชาของทั้ง วังหน้าและสมุหกลาโหมด้วย ต่อมาเมื่อมีเรือกลไฟเพิ่มมากขึ้นได้เรียกชื่อ กรมเรือไฟที่ขึ้นกับ สมุหพระกลาโหมเสียใหม่ว่า “ กรมอรสุมพล” ในปี พ.ศ.๒๔๒๘ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จทิวงคต ทหารฝ่ายพระราชวังบวร ทั้งทหารบกและทหารเรือ ได้ถูกยุบเลิกไป ทำให้ทหารเรือในขณะนั้น มี ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ กรมเรือพระที่นั่งขึ้นตรงกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนกรมอรสุมพล ขึ้นตรงกับสมุหพระกลาโหม กรมอรสุมพลมีกองเรือรบและเรือพระที่นั่งกลไฟพวกหนึ่ง และมีกองทหารบกสำหรับเรือรบ เรียกว่าทหารมะรีนอีกพวกหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่จัดเป็นกองเกียรติยศในเวลาขึ้นบก
    ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ กระทรวงทหารเรือได้ร่างข้อบังคับว่าด้วยการจำแนก พรรค เหล่า จำพวกและประเภท ของทหารเรือขึ้น เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๒ คือทหารเรือพลรบ แบ่งเป็น ๓ พรรค คือ พรรคนาวิน(ทหารประจำปากเรือ) พรรคกะลิน(ทหารประจำท้องเรือ) พรรคนาวิกะโยธิน(ทหารเรือฝ่ายบก) คำว่า “ทหารนาวิกะโยธิน” จึงเริ่มเกิดขึ้นในกองทัพเรือ พร้อม ๆ กับคำว่า “ นาวิน” และ “ กะลิน”ใน พ.ศ.๒๔๖๒ ในสมัยที่สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นเสนาธิการทหารเรือ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ได้มีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการแต่งเครื่องแบบทหารเรือ ตลอดจนแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยการจำแนก พรรค เหล่า จำพวก และประเภททหารเรือขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่เนื้อหาสาระคงรูปเดิม เพียงแต่ว่า สระอะ ในคำว่า “ กะลิน” และ “ นาวิกะโยธิน” ได้หายไปตั้งแต่นั้นมา ความเป็นมาของทหารนาวิกโยธินไทยในอดีต ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๓๖๗ มาจนถึงปัจจุบัน อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ยุคคือ
    ๑.ยุคเริ่มต้น (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๖๗-พ.ศ.๒๔๗๕)
    ๒.ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.๒๔๗๕-พ.ศ.๒๔๙๘)
    ๓.ยุคใหม่ (พ.ศ.๒๔๙๘-ปัจจุบัน)

    ยุคเริ่มต้น (พ.ศ.๒๓๖๗-พ.ศ.๒๔๗๕)

    ตามประวัติศาสตร์การทหารของประเทศไทย ได้มีการจัดตั้ง “ ทหารมะรีน” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๗ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งในรัชกาลที่ ๓ นั้น ได้ใช้ทหารมะรีนเป็นกองเกียรติยศสำหรับรับเสด็จเป็นส่วนใหญ่ และทหารมะรีนยังได้ลงเรือไปกับเรือรบสำหรับเป็นกองเกียรติยศเวลาขึ้นบกเมื่อเรือรบหลวงต้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังปรากฏในเรื่องราวครั้งก่อนว่า เมื่อครั้งเมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน และเมืองตรังกานู เป็นเมืองขึ้นของไทย เจ้าเมืองเหล่านี้จะต้องจัดส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองพร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการเข้ามา ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อแสดงความจงรักภักดี เมื่อถึงคราวที่เจ้าเมืองประเทศราชเหล่านี้มีความดีความชอบ หรือมีการเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าเมืองใหม่ ก็ได้โปรดให้มีข้าหลวงกำกับตราสัญญาบัตร แต่งตั้งพร้อมด้วยเครื่องยศออกไปพระราชทานให้แก่เจ้าเมืองเหล่านี้โดยเรือรบหลวง ในพิธีการเหล่านี้ก็มีทหารมะรีนลงเรือไปด้วยสำหรับเป็นกองเกียรติยศในเวลาขึ้นบกในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทหารมะรีนมีหน้าที่เป็นฝีพายเรือพระที่นั่งและเรือพระประเทียบกับทั้งยังมีหน้าที่ดูแลรักษาเรือพระที่นั่งต่าง ๆ ในโรงเรือหลวงท่าราชวรดิษฐและทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณท่าราชวรดิษฐอีกด้วย ทหารมะรีนเหล่านี้เป็นหน่วยขึ้นกับทหารบก
    ต่อมาภายหลังจัดเป็นกองทหารราบแล้วมาเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นกรมทหารราบที่ ๓ สมัยรัชกาลที่ ๕ ทางราชการได้สั่งอาวุธแบบใหม่มาใช้ใน ราชการและให้กรมแสงเป็นหน่วยดูแลรักษา ต่อมาก็ได้จัดตั้งกองทหารขึ้นในกรมแสงสำหรับใช้อาวุธที่สั่งเข้ามาใหม่ เช่น ปืนกลแคตลิง ในระยะนี้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์เป็นผู้บังคับการกรมแสง ต่อมาได้โอนทหารกรมแสงเป็นทหารเรือ ซึ่งเป็นการเริ่มแยกกิจการทหารบกและทหารเรือออกจากกันโดยเด็ดขาด ทหารกรมแสงนั้นมีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นทหารเรือฝ่ายบกหรือทหารมะรีนนั่นเอง โดยจัดให้ นาวาเอกหลวงชลยุทธโยธินทร์(กัปตัน ริชลิว ชาติเดนมาร์ก)เป็นปลัดกรมแสง มีหน้าที่ควบคุมสั่งสอนทหารกรมแสงให้รู้จักการใช้อาวุธปืนกลแคตลิง ซึ่งในระยะนั้นได้มีอาวุธใหม่ คือ ปืนกลแคตลิง (CATLING GUN) สั่งซื้อมาจากสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๘ ปืนกลแคตลิงนี้ยิงได้นานนาทีละ ๔๐๐ นัด ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นอาวุธปืนที่มีอำนาจการยิงสูง ต่อมาหลวงชลยุทธโยธินทร์ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “พระ” ในนามเดิมและมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารแคตลิง โดยมีนายทหารเรือชาติเดนมาร์กประจำอยู่ในกรมนี้หลายคน เช่น ร้อยโท ราสมูเซน(LIEUTENANT H. RASMUSEN)ร้อยโท วาสคัม(LIEUTENANT VASKAM)ร้อยโท วันสโตรม(LIEUTENANT C.WANSTROEM)การปรับปรุงกรมแสงระหว่างปี พ.ศ.๒๔๑๘ – ๒๔๓๖(รศ.๑๑๒)ทางราชการได้จัดเพิ่มกำลังทหารมะรีนในกรมแสงให้มีกำลังมากยิ่งขึ้นเป็น ๔ กองปืนกลแคตลิง ๑ กองปืนใหญ่ และ ๔ กองทหารราบ ใช้ปืนมาตินี่เฮนรี่ พ.ศ.๒๔๓๓ และต่อมาเปลี่ยนใช้ปืนมันลิเคอร์ ปืนเมาเซอร์ จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นใช้ปืนรัชกาลในตอนหลัง ฉะนั้น จึงควรจะต้องนับว่าทหารมะรีนหน่วยนี้คือ กรมทหารมะรีนหรือกรมทหารนาวิกโยธินแบบใหม่ กรมแรกของทหารเรือซึ่งฝรั่งเรียกว่า “MARINE FORCE KROMSANG” ซึ่งเป็นกรมที่เด่นและมีชื่อเสียงมาก โดยมี นาวาเอก พระชลยุทธโยธินทร์ เป็นผู้บังคับการ พ.ศ.๒๔๒๗ ทางราชการได้ส่งทหารมะรีน ๑ หมวด ประกอบด้วย นายร้อยตรี ๑ นาย พลทหาร ๒๔ นาย พร้อมด้วยปืนกลแคตลิง ๒ กระบอก ร่วมไปกับกองทัพที่ไปปราบปรามพวกฮ่อทางภาคเหนืออันมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เจิม แสงชูโต)เป็นแม่ทัพ พ.ศ.๒๔๓๒ ได้บรรจุทหารมะรีนประจำป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมผีเสื้อสมุทร ทหารมะรีนในกรมแสงแบ่งออกเป็น ๒ เหล่าคือ เหล่าทหารราบ และเหล่าทหารปืนใหญ่ โดยเหล่าทหารราบประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และตามสถานีทหารเรือชายทะเล ส่วนเหล่าทหารปืนใหญ่ ประจำอยู่ตามป้อมปากน้ำเจ้าพระยา พ.ศ.๒๔๓๔ ได้จัดตั้งโรงเรียนนายสิบมะรีนขึ้น โดยมีครูฝรั่งมาฝึกหัดและสอน
    พ.ศ.๒๔๔๐ ได้จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยมะรีนขึ้น โดยมี พันตรี โอบุส (MAJOR O.BUSCH)หรือครูโอบุส เป็นผู้บังคับการทั้งสองโรงเรียน และมี ร้อยเอก ลังเก(CAPTION A. LANGE)เป็นผู้ช่วย สรุปแล้วโรงเรียนทหารมะรีนได้เกิดขึ้นก่อนโรงเรียนใด ๆ ในกรมทหารเรือ โรงเรียนนายเรือก็ได้จัดตั้งขึ้นในภายหลัง เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๓(โรงเรียนทั้งสองตั้งอยู่ข้างวัดวงศ์มูลวิหารในบริเวณกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบัน)เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๖(รศ.๑๒๒) กรมทหารเรือได้ออกคำสั่งที่ ๑/๑๕๕๒ เรื่อง ระเบียบ ข้าราชการทหารเรือ ทำให้ทหารมะรีนต้องแยกย้ายไปประจำตามหน่วยต่าง ๆ ในกรมทหารเรือคือ ทหารมะรีนเหล่าทหารราบ ไปสังกัด “กองพาหนะ” ซึ่งขึ้นตรงกับ กรมบัญชาการทหารเรือขึ้นบก ทหารมะรีนเหล่าทหารปืนใหญ่ ที่อยู่ประจำป้อมไปสังกัดกรมบัญชาการเรือกลและป้อม กองพาหนะมีหน่วยขึ้นตรง ๒ หน่วยคือ กองรักษาเรือ และ กองทหารราบตามหัวเมืองชายทะเลซึ่งขึ้นสังกัดกรมบัญชาการทหารเรือชายทะเล
    ต่อมาในวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ได้เปลี่ยนชื่อกรมบัญชาการทหารเรือขึ้นบกเป็นกรมบัญชาการทหารเรือฝ่ายบก มีพลตรี พระยาราชสงครามเป็นเจ้ากรม และเปลี่ยนชื่อกองพาหนะ เป็นกองพันพาหนะ พ.ศ.๒๔๕๕ ได้เปลี่ยนชื่อ กรมบัญชาการทหารเรือฝ่ายบก เป็น กรมทหารเรือฝ่ายบก พ.ศ.๒๔๕๖ ได้เปลี่ยนชื่อกรมทหารเรือฝ่ายบก เป็นกรมชุมพล พ.ศ.๒๔๕๘ ได้เปลี่ยนชื่อกรมชุมพล เป็น กรมชุมพลทหารเรือ พ.ศ.๒๔๖๒ (สมัยรัชกาลที่ ๖) กระทรวงทหารเรือ ได้ตราข้อบังคับว่าด้วย “การจำแนกพรรคเหล่า จำพวกและประเภททหารเรือ” ขึ้น คือ ทหารเรือพลรบ แบ่งออกเป็น ๓ พรรคคือ พรรคนาวิน พรรคกะลินและพรรคนาวิกะโยธิน คำว่าทหารนาวิกะโยธิน จึงถือกำเนิดขึ้นมาในกองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๒ ข้อบังคับฉบับนี้ยังได้แบ่งทหารนาวิกะโยธินออกเป็นเหล่าต่าง ๆ คือเหล่าทหารราบและเหล่าทหารปืนใหญ่ป้อม พ.ศ.๒๔๗๕ ได้ยุบเลิก กรมชุมพลทหารเรือเป็นสถานีทหารเรือกรุงเทพฯ กองพันพาหนะ ซึ่งเป็นหน่วยที่ทหารนาวิกะโยธินไปสังกัดอยู่ ได้ไปขึ้นตรงต่อสถานีทหารเรือกรุงเทพฯ
    หลังจากที่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองประเทศในปี พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว กองทัพเรือได้เริ่มปรับปรุงสมรรถภาพของหน่วยทหารนาวิกโยธินให้เข้มแข็งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และได้ย้ายกำลังส่วนใหญ่ ของหน่วยทหารนาวิกโยธินไปประจำที่ สถานีทหารเรือสัตหีบ ในระยะเริ่มแรกมีอัตรา ๑ กองพัน ต่อมาก็ได้เจริญก้าวหน้าและได้มีการปรับปรุงขยายอัตรากำลังของทหารนาวิกโยธินเรื่อยมา จนจัดตั้งเป็นกรมนาวิกโยธิน สังกัด มณฑลทหารเรือที่ ๒ จึงพอสังเขปได้ว่า ทหารมะรีนหรือทหารเรือพรรคนาวิกโยธิน ของกองทัพเรือไทยซึ่งได้จัดให้มีมาแต่เดิมนั้น ทางราชการถือว่าเป็น เหล่าทหารที่มีความสำคัญตลอดมา ได้มีเจ้านายและนายทหารชั้นผู้ใหญ่เคยปกครองบังคับบัญชา เช่น พล.ร.ท.พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์, พล.ร.ท.กรมหมื่นปราบปรปักษ์ (เมื่อครั้งดำรง พระยศเป็นพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์) ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับกรมแสง พล.ร.ท.พระยาชลยุทธโยธินทร์ และ พล.ร.อ.กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร ต่างได้เคยปกครองบังคับบัญชา ทหารมะรีนมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น และพระองค์ท่านที่ได้กล่าวพระนามและนามมาแล้วนี้ ภายหลังก็ได้เป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือและเสนาบดีกระทรวงทหารเรืออันเป็นตำแหน่งสูงสุด ของทหารเรือ ดังนั้นทหารนาวิกโยธินในปัจจุบันทุกคน ควรจะได้มีความภาคภูมิใจว่า กรมนาวิกโยธินของเรานั้น เป็นกรมทหารมีเกียรติประวัติ และมีความสำคัญมิได้ยิ่งหย่อนกว่าทหารเรือ เหล่าใด ๆ ในสังกัดกองทัพเรือแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับได้นำชื่อเสียงเกียรติภูมิ คำชมเชยมาสู่กองทัพเรืออย่างต่อเนื่องตลอดเวลา


    มูลเหตุที่ทหารนาวิกโยธิน เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

    เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ ร.ต.สินธุ์ กมลนาวิน (พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน) ในขณะที่ไปศึกษาวิชาทหารเรือที่เดนมาร์ก และได้ไปเยือนปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ถูกชักชวนจากคณะราษฏร์ ที่เริ่มก่อตั้งในกรุงปารีส ให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย หลังจากที่ได้เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ได้ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการชักชวนสมัครพรรคพวกสายทหารเรือในฐานะผู้นำทางฝ่ายทหารเรือ
    ต่อมา พล.ร.ต.สังวร สุวรรณชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองได้รับมอบหน้าที่ให้ไปชักชวนกำลัง ทหารนาวิกโยธิน จากกองพันพาหนะเพื่อเป็นกำลังหลักของฝ่ายทหารเรือที่จะไปรวมพลกับกำลังทหารบก ที่ลาน พระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมในตอนเช้ามืดของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ตามที่ทางฝ่าย ทหารเรือ ได้วางแผนทั้งนี้เนื่องจากแต่เดิมคณะนายทหารเรือที่ได้ก่อตัวกันขึ้นในระยะแรก ๆ ได้กำหนดแผน กันไว้ว่า จะใช้ กำลังทหารเรือจากเรือบางลำ เช่น ร.ล.พาลี,ร.ล.เจ้าพระยา และ ร.ล.สุโขทัย ที่จอดผูกทุ่นเรียงรายกันอยู่ ในแม่น้ำ เจ้าพระยาผ่านท่าช้างวังหน้าถึงบางลำพู และมีนายทหารผู้ร่วมก่อการบางนายประจำอยู่ในเรือนั้น ต่างลำต่างชักชวน ทหารประจำเรือจำนวนหนึ่งที่วางใจได้ให้ยกพลขึ้นบกเดินทางไปรวมพลกันที่ลานพระรูปทรงม้า แต่ในที่สุดได้เห็น ว่าจำนวนทหารที่จะได้จากเรือต่าง ๆ รวมกันแล้วมีจำนวนน้อยเกินไปไม่เป็นกำลัง ที่มีจำนวนมากพอตาม ข้อตกลง กับทางฝ่ายทหารบก และซ้ำยังไม่มีความมั่นใจว่าทหารประจำเรือ จะมีขีดความสามารถปฏิบัติการบนบก ตามแบบ อย่างของทหารราบได้ดีเท่ากับทหารนาวิกโยธิน ดังนั้น พล.ร.ต.สังวร สุวรรณชีพ จึงรับอาสาเป็นผู้ชักชวน พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกันให้มาร่วมมือด้วย ในขณะนั้น พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ มียศเป็น นายเรือโท มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกองร้อยที่ ๓ กองพันพาหนะ มีที่ตั้งอยู่หน้าเรือนจำกลางทหารเรือ (ปัจจุบันย้ายไปอยู่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า)หลังกองบังคับการกองเรือลำน้ำ กร.ในปัจจุบัน หลังจากที่ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ได้ฟังเหตุผลที่ พล.ร.ต.สังวร ฯ เล่าให้ฟังถึงสาเหตุที่จะต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เห็นด้วย และตกลงรับคำชักชวน นอกจากนั้นยังรับที่จะนำทหารจากกองพันพาหนะจำนวน ๔๐๐ นายเศษพร้อมด้วยปืนรัชกาล และกระสุนประมาณ ๒๐,๐๐๐ นัด ที่อยู่ในคลังมาด้วย เมื่อ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ ได้ตกลงใจเข้าร่วมคณะด้วยแล้ว จึงได้เลือกเฟ้นตัวบุคคลนายทหารนาวิกโยธินที่จะมาร่วมงานกับตนจึงได้ชักชวน ร.ท.ประเสริฐ ศุขสมัย และ ร.ต. กุหลาบ กาญจนสกุล ซึ่งเป็นเพื่อนนายทหารรุ่นน้องร่วมกองพันเดียวกัน ทั้งสองท่านก็ตกลงใจเข้าร่วมด้วย ต่อมา ร.ต.กุหลาบ ฯ ได้ชักชวน ร.ต.ทองดี ระงับภัย เป็นสารวัตรทหารเรือเข้าร่วมด้วยอีกคนหนึ่ง สำหรับวิธีการ ชักชวน ทหารในกองพันให้เดินทางไปชุมนุม ณ ลานพระรูปนั้น กระทำโดยการแจ้งให้ทราบว่า ทางราชการมีคำสั่ง ให้นำ ทหารไปรวมพลกันที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อจะไปทำการปราบปรามจีนอั้งยี่ ซึ่งในขณะนั้นกำลังมีอิทธิพล มีความ กำแหงหาญอยู่ในแถบย่าน สำเพ็ง วัดเกาะ และทางกรุงเทพฯ ตอนล่าง ทหารไม่ทราบความจริงก็เต็มใจไปทำงานด้วย แต่ครั้นเมื่อไปแล้วไปทราบเหตุการณ์และความจริง จึงถือเป็นเรื่องเลยตามเลย และยินดีผสมโรงเข้าทำงานด้วย ในที่สุดการดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏร์ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ ทหารบก ทหารเรือ พลเรือน และราษฎรจำนวนหนึ่ง ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย
    นายทหารนาวิกโยธิน จำนวน ๕ นาย ที่เข้าร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีรายชื่อดังนี้
    ๑. นายเรือโท ทองหล่อ (ทหาร)ขำหิรัญ
    ๒. นายเรือโท ประเสริฐ ศุขสมัย
    ๓. นายเรือตรี กุหลาบ (กำหลาบ) กาญจนสกุล
    ๔. นายเรือตรี ชั้น รัศมิทัต
    ๕. นายเรือตรี ทองดี ระงับภัย

    ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.๒๔๗๕ – ๒๔๙๘)

    หลังจากได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในปี พ.ศ.๒๔๗๕ แล้วกองทัพเรือได้เริ่มปรับปรุงสมรรถภาพของหน่วยทหารนาวิกโยธินให้เข็มแข็งอีกครั้งหนึ่ง โดยการยุบ กรมชุมพลทหารเรือ เป็น สถานีทหารเรือกรุงเทพฯ ในปีเดียวกัน กองพันพาหนะซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทหารนาวิกโยธิน ก็ได้เป็นหน่วยที่ขึ้นตรงต่อสถานีทหารเรือกรุงเทพฯ ด้วย
    พ.ศ.๒๔๗๖ กองพันพาหนะก้ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีสภาพเป็นหน่วยกำลังทำหน้าที่เป็นทหารเรือฝ่ายบก โดยปรับปรุงให้เหมือนกับกองพันทหารราบของกองทัพบก และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กองพันนาวิกโยธิน” แบ่งออกเป็น ๓ กองร้อย ปืนเล็ก ๑ กองร้อยปืนกลหนัก และ ๑ กองร้อยปืนใหญ่
    พ.ศ.๒๔๗๗ ได้มีการปรับปรุง กองพันนาวิกโยธินใหม่ ให้มีกำลังพลมากกว่ากองพันทหารราบธรรมดาคือ มี ๔ กองร้อยปืนกลเบา(กองร้อยปืนเล็กปัจจุบัน) ๑ กองร้อยปืนกลหนัก และ๑ กองร้อยปืนใหญ่ (ปืนใหญ่ภูเขาขนาด ๗๕ มม. เป็นปืนใหญ่ที่ทำจากประเทศญี่ปุ่น) ปืนใหญ่นี้ นย.ยังใช้อยู่เรื่อยมาจนถึง พ.ศ.๒๔๙๔ จึงได้ถูกทหารบกยึดเอาไปเมื่อคราวเหตุการณ์แมนฮัตตัน
    พ.ศ.๒๔๗๘ กองทัพเรือได้รับงบประมาณพิเศษ จากรัฐสภาให้ขยายกำลังนาวิกโยธินและกำลังทางเรือจากแนวความคิดของ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ต้องการจะขยายกำลังทหารนาวิกโยธินให้มีรูปแบบเป็นกรมผสม มีทหารราบ ทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง ทหารสื่อสาร ทั้งนี้ให้ดำเนินการไปพร้อมกับการขยายกำลังทางเรือ ท่านจึงได้มอบหมายให้ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ รับเอานโยบายการขยายกำลังไปปฏิบัติ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ เริ่มต้นดำเนินการด้วยการเสนอให้มีการส่งนายทหารนาวิกโยธินเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกในปี พ.ศ.๒๔๗๙ เป็นรุ่นแรก นอกจากนี้ยังได้ส่งไปเรียนเหล่าทหารราบ ทหารช่าง ทหารม้า และทหารปืนใหญ่ ของกองทัพบก ส่วนนักเรียนจ่าและจ่าสำรองเหล่า นาวิกโยธิน ได้ส่งไปศึกษาในโรงเรียน นายสิบทหารบกเหล่าต่าง ๆ และเพื่อที่จะให้ทหารนาวิกโยธินได้มีที่ตั้งใหม่ ในอัตราการจัดกรมผสม จึงได้เตรียมพื้นที่ที่บริเวณทุ่งไก่เตี้ยที่ สัตหีบไว้ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๙ – ๒๔๘๑ เพื่อเป็นที่ตั้งของกรมนาวิกโยธินที่ถาวรต่อไป

    ในปี พ.ศ.๒๔๗๙ มีการประชุม คณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือ ครั้งที่ ๒๙ เมื่อ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๙ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ได้เสนอให้จัดหา อาวุธยุทโธปกรณ์ สำหรับขยายกำลังของหน่วยทหารนาวิกโยธิน คือ ให้จัดหาปืนใหญ่สนามขนาด ๗๕ มม.หรือ ๑๐๕ มม. มาเป็นอาวุธของทหารนาวิกโยธิน แต่ในขั้นแรกให้เอาขนาด ๗๕ มม.ก่อน คณะกรรมการมีมติให้สืบราคาได้ ในชั้นแรกมีผู้เสนอราคา ๒ บริษัท คือ บริษัทสุพรรณพานิช เสนอราคาปืนใหญ่สนาม ๗๕ มม. ๓๒ คาลิเบอร์ กับ ๔๖ คาลิเบอร์ ห้าง บี.กริมม์ เสนอราคาปืนใหญ่สนาม ขนาด ๗๕ มม. ๔๐ คาลิเบอร์ กับ ๔๖ คาลิเบอร์ ต่อมาบริษัทมิตซุยฯ ได้เสนอราคาปืนใหญ่สนามขนาดเดียวกันให้พิจารณาด้วย ในที่สุดคณะกรรมการมีมติว่าควรใช้ปืนใหญ่สนามชนิดเดียวกับทหารบกซึ่ง ในเวลานั้นกองทัพบกกำลังตั้ง กรรมการพิจารณาและทดลองอยู่แล้ว เมื่อกองทัพบกตกลงใช้ปืนชนิดใด ก็ให้กองทัพเรือสั่งปืนชนิดนั้นเพิ่มขึ้น

    ต่อมากองทัพบกแจ้งให้ทราบว่าจะซื้อปืนใหญ่สนามขนาด ๗๕ มม. ๔๐ คาลิเบอร์ จากบริษัทโบฟอร์ส ประเทศสวีเดน ในราคากระบอกละ ๓,๐๕๐ ปอนด์ (ประมาณ ๓๓,๐๐๐ บาท) คณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือจึงมีมติให้ขอซื้อจำนวน ๑๒ กระบอก โดยขอแบ่งจากกองทัพบกและให้ขอยืมปืนใหญ่สนามเก่า ๆ จากกองทัพบกมาใช้ฝึกทหารก่อน นอกจากนี้คณะกรรมการยังอนุมัติให้จัดซื้อหมวกเหล็กเพิ่มอีก ๔,๐๐๐ ใบ สำหรับใช้ในหน่วยทหารนาวิกโยธิน และในเรือรบตามข้อเสนอของ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน อีกด้วย เดิมได้สืบราคาหมวกเหล็กแบบที่ทหารบกเดนมาร์กใช้อยู่ แต่เมื่อได้รับตัวอย่างมาแล้วคณะกรรมการเห็นว่าราคาแพงไป และมีน้ำหนักมากไม่เหมาะกับทหารไทย จึงตกลงใช้หมวกเหล็กแบบเดียวกับทหารบก แต่ไม่มีตราหน้าหมวก ซึ่งห้าง บ.กริมม์ เป็นตัวแทนจำหน่าย ได้ยอมเพิ่มจำนวนหมวกเหล็กชดเชย ให้ตามราคาหน้าหมวกที่ไม่ต้องทำนั้น ปืนใหญ่โบฟอร์สนี้ได้ใช้อยู่ในกองพันปืนใหญ่ นย.(กองพันนาวิกโยธินที่ ๑๑) และใช้อยู่จนถึง พ.ศ.๒๔๙๔ ภายหลังถูก ทบ.ยึดเอาไปเช่นเดียวกับ ปืนใหญ่ภูเขาขนาด ๗๕ มม.

    พ.ศ.๒๔๘๐ กองทัพเรือได้จัดตั้ง กองพันนาวิกโยธินที่ ๒ ขึ้นที่สัตหีบ เป็นหน่วยขึ้นตรงของสถานีทหารเรือสัตหีบ มีกำลัง ๓ กองร้อยปืนเล็ก ๑ กองร้อยปืนกลหนัก และ ๑ กองร้อยปืนใหญ่ ส่วนกองพันนาวิกโยธินเดิมที่สังกัดสถานีทหารเรือกรุงเทพฯ นั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็น กองพันนาวิกโยธินที่ ๑ และมีกำลังเพียง ๒ กองร้อยปืนเล็กเท่านั้น สำหรับการเสริมสร้างนายทหารนาวิกโยธินให้มีความรู้ความสามารถเท่าเทียมทหารบก เพื่อให้เป็นนายทหารหลักในกรมนาวิกโยธินต่อไป จึงได้เริ่มมีการรับนักเรียนนายเรือพรรคนาวิกโยธิน กันอย่างเป็นจริงเป็นจังให้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายเรือ ๑ ปี และไปศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าต่ออีก ๒ ปี แต่ถ้าเป็นเหล่าเทคนิค เช่น ทหารช่าง ทหารปืนใหญ่ ก็ฝากให้เรียนต่ออีก ๒ ปี เป็น ๔ ปี โครงการนักเรียนนายเรือ ”พรรคนาวิกโยธิน รุ่นแรก” ได้เริ่มในปี พ.ศ.๒๔๘๐ เป็นต้นมา
    พ.ศ.๒๔๘๑ กองทัพเรือได้จัดกำลังทหารนาวิกโยธินใหม่ คือย้ายกองพันนาวิกโยธินที่ ๑ จากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่อ่าวตากัน(อ่าวนาวิกโยธิน)สังกัดสถานีทหารเรือสัตหีบและจัดกำลังใหม่มี ๒ กองร้อยปืนเล็ก ๑ กองร้อยปืนกลหนัก ส่วนกองพันนาวิกโยธินที่ ๒ นั้นมีกำลัง ๑ กองร้อยปืนเล็ก ๑ กองร้อยปืนกลหนัก และ ๑ กองร้อยปืนใหญ่ เมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๒ กองทัพเรือได้จัดตั้ง “ กรมนาวิกโยธิน” ขึ้นตรงสถานีทหารเรือสัตหีบ อัตราการจัดประกอบด้วย กองบังคับการซึ่งมีกองร้อยปืนใหญ่ขึ้นอยู่ด้วย ๒ กองพันทหารราบคือ กองพันนาวิกโยธินที่ ๑ และ ที่ ๒ มีกำลังกองพันละ ๒ กองร้อยปืนเล็ก ๑ กองร้อยปืนกลหนัก นอกจากนี้ยังมีกำลังสนับสนุนอีก คือ กองร้อยลาดตระเวนใช้ม้า กองร้อยทหารช่าง มี นาวาโท ทหาร ขำหิรัญ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บังคับการกรม สำหรับอาวุธหลักที่ใช้ตอนนั้น มีอาวุธที่เป็นมาตรฐาน คือ ปืนเล็กยาวแบบ ๔๖ (ปืนรัชกาล) ปืนกลเบา ๘ มม.(แมดเสน) ปืนกลหนัก ๘ มม.(วิกเกอร์อาร์มสตรอง) ปืนใหญ่ภูเขา ขนาด ๗๕ มม.ปืนใหญ่สนามขนาด ๗๕ มม.(โบฟอร์ส)
    เมื่อใกล้จะเกิดกรณีพิพาทอินโดจีน-ฝรั่งเศส กองทัพเรือได้เรียกทหารกองหนุนเข้าประจำการและให้สถานีทหารเรือสัตหีบ ขยายอัตรากำลังกองพันทหารราบของกรมนาวิกโยธิน ให้มีกำลัง ๓ กองร้อยปืนเล็ก และ ๑ กองร้อยปืนกลหนัก และให้จัดเตรียมที่พักสำหรับกำลังทหารที่จะระดมพลมาเพิ่มเติมอีก ๑ กองพันทหารราบ เป้าหมายสำคัญก็คือต้องการ ระดมกำลังทหารนาวิกโยธินเพื่อที่จะจัดกำลังให้ได้ ๒ กรมทหารราบ และกองพันนาวิกโยธินประจำถิ่นอีก ๑ กองพัน
    พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔ ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์กรณีพิพาท อินโดจีน - ฝรั่งเศส กรมนาวิกโยธินได้สนธิกำลังเป็น “กองพลจันทบุรี” โดยมีกองพันทหารม้าที่ ๔ (ตั้งอยู่จังหวัดจันทบุรี)กองทหารช่าง และหน่วยสื่อสารจากกองทัพบกมาขึ้นการควบคุม ทางยุทธการ ผู้บัญชาการกองพลจันทบุรี คือ นาวาโท ทหาร ขำหิรัญ (ยศในขณะนั้น) กองพลจันทบุรีได้ปฏิบัติการสู้รบอยู่ทางด้านจันทบุรีและไพลิน ได้ปะทะกับข้าศึกอย่างกล้าหาญ ทำการรุกเข้าไปในดินแดนของข้าศึกหลายแห่ง จนได้รับคำชมเชยจากผู้บังคับบัญชา และทหารหน่วยนี้ได้รับเกียรติให้เป็นผู้แทนรับมอบดินแดนอำเภอไพลินเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔

    เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นและประเทศไทยได้ร่วมเป็นสัมพันธมิตรกับญี่ปุ่น กองทัพเรือจึงได้ซื้ออาวุธจากญี่ปุ่นมาใช้ในกรมนาวิกโยธินคือ ลูกระเบิดขว้าง ๑๐,๐๐๐ ลูก กระสุนปืนกลหนักขนาด ๗.๗ มม. เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด ๕๐ มม.และ ๙๐ มม. ปืนต่อสู้รถถังขนาด ๓๗ มม.และขนาด ๒๐ มม. พ.ศ.๒๔๘๕ กองทัพเรือได้มีการปรับปรุง และจัดกำลัง กรมนาวิกโยธินใหม่ มีหน่วยในสังกัดคือ กองพันทหารราบ ๒ กองพัน คือ กองพันนาวิกโยธินที่ ๑ และ ที่ ๒ มีกำลังกองพันละ ๒ กองร้อยปืนเล็ก ๑ กองร้อยปืนกลหนัก กองพันทหารปืนใหญ่ ๑ กองพัน คือ กองพันนาวิกโยธินที่ ๔ มีกำลัง ๑ กองร้อยปืนใหญ่ (ใช้ปืนใหญ่ภูเขา) และ ๒ กองร้อยปืนใหญ่ขนาด ๗๕ มม. ๔๐ คาลิเบอร์ (โบฟอร์ส) เช่นเดียวกับกองทัพบก นอกจากนี้ ยังมี กองต่อสู้รถรบ ๑ กองปืนกลต่อสู้รถถัง ขนาด ๒๐ มม.(เทียบเท่ากองพัน) แบ่งออกเป็น ๔ กองร้อย ใช้ปืนต่อสู้รถถังขนาด ๒๐ มม. และ ๓๗ มม. และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด ๕๐ มม. กับมีการตั้งหน่วยเทียบเท่ากองร้อยอีก ๓ หน่วยคือ กองช่าง กองสื่อสาร และกองลาดตระเวน ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กรมนาวิกโยธิน

    ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ กองทัพเรือได้จัดตั้งมณฑลทหารเรือที่ ๑ และมณฑลทหารเรือที่ ๒ ขึ้น แทนสถานีทหารเรือกรุงเทพฯ และสถานีทหารเรือสัตหีบ และได้จัด กำลังทหารนาวิกโยธินใหม่ คือ
    - ตั้ง กองพันนาวิกโยธินที่ ๔ ขึ้นอีก ๑ กองพัน ในสังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๑ (กรุงเทพฯ) มีกำลัง ๒ กองร้อยปืนเล็ก และ ๑ กองร้อยปืนกลหนัก
    - กรมนาวิกโยธิน คงสังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒ (สัตหีบ) มีกำลังเท่าที่อยู่ในอัตราการจัด พ.ศ.๒๔๘๕ แต่ได้เปลี่ยนชื่อ กองพันนาวิกโยธินที่ ๔ (กองพันปืนใหญ่) เป็น “กองพันนาวิกโยธินที่ ๑๑” (ตั้งอยู่ที่อาคาร ๕ กองการฝึกพลทหาร ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ในขณะนี้) และเปลี่ยนชื่อกองต่อสู้รถรบเป็น “ กองปืนใหญ่ทหารราบ”

    - ตั้งกองพันนาวิกโยธินที่ ๓ ขึ้นตรงต่อมณฑลทหารเรือที่ ๒ อีก ๑ กองพัน มีกำลังเท่ากับกองพันนาวิกโยธินที่ ๔
    ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ กองพันนาวิกโยธินที่ ๓ ได้ย้ายไปเข้าประจำที่ตั้งที่จังหวัดจันทบุรี เดิมทีเดียวเป็นที่ตั้งของ กองพันทหารม้าที่ ๔ ของกองทัพบก โดยโอนสถานที่และอาคารที่พักต่าง ๆ ให้กับกองพันนาวิกโยธินที่ ๓ (ปัจจุบัน คือ ค่ายตากสิน เป็นที่ตั้งของ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหาราบที่ ๑ กองพลนาวิกโยธิน)
    ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนปลายสงคราม (พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๘๘) กองทัพเรือได้แบ่งกำลังกรมนาวิกยินออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า “กองพลนาวิกโยธิน” ขึ้นตรงต่อกองทัพเรือ กำลังส่วนนี้เป็นส่วนปฏิบัติการในสนาม อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า “กองสำรองนาวิกโยธิน” ขึ้นตรงต่อสถานีทหารเรือสัตหีบ และในระหว่างสงครามโลกนี้ กองทัพเรือได้จัด กองพันนาวิกโยธินที่ ๒ ไปรักษาการณ์ ๔ รัฐมาลัย (มลายู) ที่ญี่ปุ่นได้มอบให้กับไทยเป็นผู้ปกครอง โดยไปประจำอยู่ที่ตรังกานู เมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๘๖ จนกระทั่งสงครามยุติลง
    เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๗ กองพลนาวิกโยธิน ได้ส่งกำลัง ๑ กองร้อยทหารราบไปป้องกันที่ตั้งหน่วยทหารเรือที่จังหวัดภูเก็ต อันเป็นที่ตั้งของหน่วยประสานงานไทย – ญี่ปุ่น และควบคุมป้องกันเส้นทางเดินเรือในทะเลอันดามัน หน่วยนี้ มีกำลังเครื่องบินรบและเรือตรวจประมง ทหารนาวิกโยธินกองร้อยนี้ได้ปฏิบัติการอยู่จนกระทั่งสถานีและอาคารของหน่วยถูกกองทัพเรืออังกฤษระดมยิงและใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด ทำลายจนหมดสิ้นจึงได้ถอนตัวกลับ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ กองพลนาวิกโยธินได้ส่งกำลังอีก ๑ หมวดไปป้องกันสถานีวิทยุที่จังหวัดสงขลาด้วย
    ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนปลาย ๆ นั้น กำลังส่วนใหญ่ของกองพลนาวิกโยธินได้ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและสมุทรปราการ ที่จังหวัดชลบุรีมีกำลังหลักคือ กองพันผสมนาวิกโยธิน กองพันผสมนี้ ในตอนหลังเมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม ได้จัดเป็นหน่วยกำลังเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยร่วมมือกับหน่วยเสรีไทยนอกประเทศที่ส่งมาทางอากาศ
    เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ทหารนาวิกโยธินส่วนหนึ่งได้ไปปฏิบัติการอยู่ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพื่อปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น พ.ศ.๒๔๘๘ กรมนาวิกโยธินได้ปรับปรุงอัตรากำลังอีกครั้งหนึ่ง โดยจัดตั้ง กองพันนาวิกโยธินที่ ๕ ขึ้น มีกำลังเท่ากับกองพันนาวิกโยธินที่ ๔ ที่สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๑ (กรุงเทพฯ)
    ในสมัยพลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน เป็นเสนาธิการทหารเรือและผู้บัญชาการทหารเรือนั้นได้พัฒนากำลังทหารนาวิกโยธินจาก ๑ กองพันทหารราบเป็น ๕ กองพันทหารราบ กับ ๑ กองพันทหารปืนใหญ่ พร้อมด้วยหน่วยสนับสนุนต่าง ๆ ตลอดจน ได้จัดซื้อยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ มาใช้ เช่น ปืนกลหนักขนาด ๗.๗ มม.แบบที่ใช้ในกองทัพญี่ปุ่นในเวลานั้น ปืนต่อสู้รถถัง เครื่องยิงลูกระเบิด ฯลฯ ทำให้กองทัพเรือมีกำลังทหารนาวิกโยธิน พอที่จะป้องกันฐานทัพเรือสัตหีบ และจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกได้ นับว่ากรมนาวิกโยธิน ในขณะนั้นมีกำลังสูงที่สุด โดยมีหน่วยต่าง ๆ เหล่านี้
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๑ ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๒ ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๓ ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๔ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๑
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๕ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๑
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๑๑ (พัน.ป.นย.) ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองต่อสู้รถถัง ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองทหารช่าง ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองทหารสื่อสาร ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    - กองลาดตระเวน ตั้งอยู่ที่สัตหีบ สังกัดมณฑลทหารเรือที่ ๒
    ในช่วงที่กรมนาวิกโยธินขยายอัตรากำลังมากขึ้น ทำให้ขาดแคลนนายทหารสัญญาบัตร พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ ผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน ในสมัยนั้น จึงได้ขอยืมตัว นายทหารสัญญาบัตรจากกองทัพบกมาปฏิบัติหน้าที่ราชการในกรมนาวิกโยธินแทน มีหลายท่านด้วยกันคือ พ.ต.ไสว เกตุสุวรรณ, พ.ต.นัธ ชังคะมานนท์, พ.ต.จงกล ชูรัตน์, พ.ต.ประเจียด วรมิตร, พ.ต.สุริยบุตร สุระสุรวงศ์, พ.ต.ประมวล อมาตยกุล, ร.อ.วิเชียร ไวว่อง, ร.อ.ทวี พานิช, ร.อ.เกษม ลิขิตวงศ์, ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์, ร.อ.อานนท์ กรานเลิศ, ร.อ.อนันต์ นันทโยธิน, ร.อ.ปลั่ง สมิตเมฆ, ร.อ.จรัส จรัสกุล, ร.ท.สำราญ ฤทธี และ ร.ท.สมชาย อินทรประสิทธิ์ ซึ่งต่อมานายทหารบกที่ขอตัวมานี้ ก็ได้โอนเป็นนายทหารนาวิกโยธิน และรับราชการจนเกษียณอายุ แต่ก็มีนายทหารบางนายกลับไปรับราชการ ในกองทัพบกตามเดิม
    หลังจากเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ รัฐบาลขณะนั้นได้สั่งยุบกรมนาวิกโยธิน ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๑๓๐/ ๑๒๙๒๖ ลง ๑๖ ก.ค. ๒๔๙๔ เรื่องการปรับปรุงกองทัพเรือ ในการนี้มีหน่วยที่ถูกยุบไปคือ
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๑ ถูกยุบและปรับตั้งเป็น กองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๒,๓,๔ และ ๕
    - กองพันนาวิกโยธินที่ ๑๑ (พัน.ป.นย.)
    - กองบังคับการ กรมนาวิกโยธิน
    - กองโรงเรียนจ่านาวิกโยธิน
    - กองลูกมือ กองโรงเรียนจ่านาวิกโยธิน
    - กองลาดตระเวน
    - กองทหารช่าง
    - กองทหารสื่อสาร
    กองทัพบกได้ส่งทหารราบจำนวน ๑ กองพันมาที่กรมนาวิกโยธิน แล้วเข้าควบคุมพื้นที่ของกรมนาวิกโยธินทั้งหมด เมื่อกรมนาวิกโยธินได้ถูกยุบลงไปแล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้นกับ บรรดาทหารนาวิกโยธินว่าจะไปอยู่ที่ไหนกัน แต่กองทัพเรือก็ได้แก้ไขสถานการณ์ โดยการบรรจุทหารนาวิกโยธินทั้งนายทหารสัญญาบัตรและชั้นประทวน ไปยังหน่วยต่าง ๆ ในกองทัพเรือทั้งหมด อาทิเช่น รร.พลทหารเรือ ซึ่งมีที่ ตั้งอยู่ ณ กองการฝึกพลทหาร ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ในขณะนี้ ซึ่งในขณะนั้นเป็นอาคารไม้ทั้งหมด ๑๐ หลัง และมีนายทหารนาวิกโยธินเหล่าทหารราบที่ไปบรรจุอยู่ก็มี น.อ.วิเชียร ชุ่มวิจิตร, น.ต.สร้อย มณีรัตน์, น.ต.พร้อม ประพันธ์, ร.อ.เกษม ลิขิตวงศ์, ร.อ.ชาย อินทรประสิทธิ์, ร.ท.สังข์ บุญเปี่ยม และ ร.ท.สามารถ กรแก้ว
    ต่อมากองทัพเรือได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องคงหน่วยทหารนาวิกโยธินไว้ จึงได้ตั้ง “กองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ” มีชื่อย่อ ๆ ว่า “ปส” หน่วยนี้มีกำลังประมาณ ๑ กองพัน (จัดจากกองพันนาวิกโยธินที่ ๑ เดิมที่ถูกยุบ) ที่มีที่ตั้งอยู่ที่ กองพันทหารสื่อสาร กองพลนาวิกโยธิน ปัจจุบัน ตัวอาคารสมัยนั้นสร้างเป็น อาคารชั้นเดียวมุงด้วยหลังคาอลูมิเนียม ต่อมาได้ถูกพายุพัดพังไปหมด อาคารที่เห็นปัจจุบันเป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ส่วนนายทหารนาวิกโยธินเหล่าปืนใหญ่ก็ย้ายไปบรรจุใน กองปืนใหญ่รักษาฝั่งและกองต่อสู้อากาศยาน บางคนก็ขอโอนไปรับราชการในกรมตำรวจ โดยเป็นตำรวจน้ำก็มี สำหรับนายทหารบกที่มาเป็นทหารนาวิกโยธิน เมื่อมีเหตุการณ์กบฏ ครั้งนี้เกิดขึ้นและมีการยุบกรมนาวิกโยธินแล้วก็มีนายทหารบางคนขอกลับไปรับราชการที่กองทัพบกตามเดิม แต่บางคนก็ยังคงรับราชการอยู่กับนาวิกโยธินต่อไป
    สำหรับนายทหารนาวิกโยธินเหล่าปืนใหญ่ที่ย้ายไปบรรจุอยู่ที่กองปืนใหญ่รักษาฝั่ง เท่าที่ทราบก็มี พล.ร.ท.ณรงค์ นามะสนธิ และ พล.ร.ต.ไพโรจน์ พูนสวัสด์ บก.กองปืนใหญ่รักษาฝั่งตั้งอยู่ที บก. ฐานทัพเรือสัตหีบในปัจจุบัน ผบ.กองปืนใหญ่รักษาฝั่งคนแรกคือ เรือเอก หม่อมเจ้ากาฬวรรณดิส ดิสกุล (๑๑ พ.ย.๘๖ - ๑๑ ก.ค.๘๙) และอีกหน่วยหนึ่งคือ กองต่อสู้อากาศยาน นายทหารที่ย้ายไปบรรจุก็มี พล.ร.อ.ประเสริฐ น้อยคำศิริ และ พล.ร.อ.เกษม เมฆลอย บก.กองต่อสู้อากาศยานตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ วัดชิโนรส
    กองป้องกันสถานีทหารเรือ เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อสถานีทหารเรือสัตหีบ เนื่องจากหลังเหตุการณ์ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ แล้ว กองทัพเรือก็ต้องยุบเลิกมณฑลทหารเรือที่ ๑ และ ที่ ๒ ไป จนกระทั่งปัจจุบันกองทัพเรือก็ไม่มีมณฑลทหารเรือ อีก กองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ มี น.ต.ปลั่ง สมิตเมฆ เป็น ผบ.กองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ ส่วนกองทัพเรือก็มี พล.ร.อ.หลวงพลสินธุ์ ธวานัติ (เปล่ง สมิตเมฆ) เป็น ผู้บัญชาการทหารเรือแทน พล.ร.อ.หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) ซึ่งต้องลาออกจากราชการไปเนื่องจากกรณีแมนฮัตตัน
    กรมนาวิกโยธินได้หายไปจากกองทัพเรือเป็นเวลาถึง ๔ ปี แต่ในระหว่างนั้นก็ยังคงมีทหารนาวิกโยธินอยู่กระจัดกระจายตามหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือและในช่วงระยะเวลา ๔ ปีนั้น นับว่าเป็นโชคหรือโอกาสอันดีของทหารนาวิกโยธิน ก็เป็นได้ เพราะประเทศไทยกำลังได้รับการช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งทางด้านทหารและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือทางทหาร กองทัพเรือไดมีที่ปรึกษาทางทหารมา ประจำอยู่ในกองทัพและในจำนวนที่ปรึกษาที่ประจำอยู่นี้มี MAJ. HOLMGRAIN ERICS เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาเรียกว่า SENIOR ADVISOR และมีลูกน้องร่วมอีก ๖ นาย เป็นนายทหารชั้นประทวนมี MSGT. MIHALED AMBROSE F. ที่ปรึกษาร้อยรถขึ้นบก MSGT. CAREY EDWARD D., MSGT. SWAFFORD ROBERT L. ที่ปรึกษากองพันทหารราบ MSGT. MADDEN OSCAR JR. ที่ปรึกษากองพันทหารปืนใหญ่ MSGT. SCHWARTZ DONALD J. ที่ปรึกษากองพันต่อสู้อากาศยาน MSGT. KRESS SPENCER D. ที่ปรึกษาการส่งกำลังบำรุง ในขณะนั้นเป็นเพียงกองป้องกันสถานีทหารเรือ ซึ่งเทียบเท่ากับกองพันทหารราบเท่านั้น แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมการที่จะตั้งกรมนาวิกโยธินขึ้นใหม่
    พ.ศ.๒๔๙๖ สหรัฐอเมริกาได้เริ่มมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทย โดยเฉพาะการช่วยเหลือทางทหารได้แก่ การช่วยเหลือด้านอาวุธ และให้การศึกษา เดิมทีเดียวทหารนาวิกโยธินได้ใช้ปืนเล็กยาวแบบ ๔๖ ที่เรียกว่าปืนรัชกาลและปืนกลของญี่ปุ่น ต่อมาก็ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากปืนรัชกาล เป็นปืนเล็กยาว หรือที่เรียกว่า “SPRING FIELD” ต่อมาจึงได้เปลี่ยนจากปืนเล็กยาว เป็นปืน เอ็ม.๑ หรือ ปลยบ.๘๘ และเปลี่ยนมาใช้ปืน เอ็ม.๑๖ ในปัจจุบัน
    ส่วนการช่วยเหลือทางด้านการศึกษานั้น ในปี พ.ศ.๒๔๙๖ นับเป็นปีแรกและรุ่นแรกที่นายทหารนาวิกโยธินได้ไปศึกษา ในโรงเรียนของนาวิกโยธินสหรัฐฯ กองทัพเรือได้ส่งนายทหารไปศึกษา ๓ นาย ที่ USMC OFFICER SCHOOL ( BASIC SCHOOL) ได้แก่ ร.อ.โสภณ รามเดชะ (สุญาณเศรษฐกร), ร.อ.ชาย อินทรประสิทธิ์, ร.อ.ประกอบ ศิริบูรณ์ (นายทหาร พรรคนาวิน กองต่อสู้อากาศยาน)
    พ.ศ.๒๔๙๗ ได้มีเหตุการณ์ระหว่างประเทศซึ่งกระทบกระเทือนอธิปไตยของประเทศไทยทางด้านจังหวัดจันทบุรีและตราด กองทัพเรือจึงได้จัดตั้ง “กองป้องกันพิเศษ” ขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี โดยใช้กำลังทหารนาวิกโยธินจากกองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ เหตุการณ์นี้นับ เป็นนิมิตอันดีที่กำลังนาวิกโยธินจะได้รับการพิจารณาขยายหน่วยขึ้นมาใหม่ กองป้องกันพิเศษเข้าที่ตั้งที่ค่ายตากสินในปัจจุบัน ในขณะนั้นค่ายตากสินได้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนพลตำรวจ เมื่อตั้งกองป้องกันพิเศษขึ้นนั้น ใช้กำลังจากกองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ ๑ หมวด และกำลังจากกองต่อสู้อากาศยาน ๑ หมวด รวมเป็นกำลังขนาดกองร้อยปืนเล็กเข้าที่ตั้ง ในค่ายตากสิน โดยมีโรงเรียนพลตำรวจอยู่ในที่ตั้งเดียวกัน แต่แบ่งกันอยู่คนละอาคาร กองป้องกันพิเศษมี ร.อ.ยุธยา เชิดบุญเมือง (ยศในขณะนั้น)เป็น ผบ.กอง ฯ, ร.ท. วิศิษฐ์ หาสุณหะ และ ร.ท.เวียง คุมมงคล (ยศในขณะนั้น) เป็น ผบ.หมวด
    ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ นี้เช่นกัน ได้มีการส่งนายทหารนาวิกโยธินไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามโครงการช่วยเหลืออีก ในโรงเรียน JUNIOR SCHOOL ซึ่งโรงเรียนนี้ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๗ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น AMPHIBIOUS WARFARE SCHOOL(AWS) นายทหาร ๒ นายที่ไปศึกษาในโรงเรียนนี้ได้แก่ ร.อ.ยุธยา เชิดบุญเมือง และ ร.อ.วิวัฒน์ สัตยานนท์
    ต่อมาทางรัฐบาลและกองทัพเรือได้เห็นความจำเป็นของหน่วยทหารนาวิกโยธิน จึงได้อนุมัติให้จัดตั้ง กรมนาวิกโยธินขึ้นใหม่ เมื่อ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๘ ทหารนาวิกโยธินจึงได้ถือเอาวันที่ ๓๐ กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันสถาปนา นย.

    ยุคใหม่ (พ.ศ.๒๔๙๘ – ปัจจุบัน)

    วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๘ นับว่าเป็นวันที่สำคัญยิ่งของทหารนาวิกโยธิน เพราะเป็นวันสถาปนากรมนาวิกโยธินขึ้นใหม่ ภายหลังจากที่ได้ยุบเลิกไม่มีคำว่า “กรมนาวิกโยธิน” มาเป็นเวลา ๔ ปี วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๘ ได้ถือเป็นวันเกิดของกรมนาวิกโยธิน มาจนถึงวันนี้ ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๘ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้มาเป็นประธานพิธีวันสถาปนากรมนาวิกโยธิน โดยกองบังคับการ กรมนาวิกโยธินสมัยนั้น ได้ใช้ตึกซึ่งเป็นที่ทำงานของกองกิจการพิเศษฐานทัพเรือสัตหีบ ในปัจจุบันนี้ เป็นที่ตั้ง มีหน่วยในสังกัด ประกอบด้วย กองบังคับการกรม, กองร้อยขึ้นตรง จำนวน ๗ กองร้อย, ๒ กองพันทหารราบ, ๑ กองพันทหารปืนใหญ่, ๑ กองพันต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่รักษาฝั่ง และกองการฝึกนาวิกโยธิน ตามลำดับ ดังนี้
    ๑.กองบังคับการกรมนาวิกโยธิน
    ๒.กองร้อยกองบังคับการและบริการ
    ๓.กองร้อยทหารสื่อสาร
    ๔.กองร้อยทหารช่าง
    ๕.กองร้อยต่อสู้รถถัง
    ๖.กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิด ๔.๒”
    ๗.กองร้อยรถขึ้นบก
    ๘.กองร้อยขนส่ง
    ๙.กองพันทหารราบที่ ๑
    ๑๐.กองพันทหารราบที่ ๒
    ๑๑.กองพันทหารปืนใหญ่
    ๑๒.กองพันต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่รักษาฝั่ง
    ๑๓.กองการฝึกนาวิกโยธิน

    ที่ตั้งหน่วย,ผู้บังคับหน่วยและอาวุธที่ใช้

    ๑. กองบังคับการกรมใช้อาคารกองกิจการพิเศษ ฐานทัพเรือสัตหีบปัจจุบันเป็นที่ตั้ง โดยมีผู้บังคับบัญชาดังนี้
    พล.ร.จ.ประสงค์ พิบูลย์สงคราม เป็น ผบ.นย.
    น.ท.สนธิ บุญยะชัย เป็น รอง ผบ.นย.
    น.ท.สนอง นิสาลักษณ์ เป็น เสธ.นย.
    ๒. กองร้อยกองบังคับการและบริการ ใช้อาคารด้านข้างของอาคาร บก.นย.ขณะนั้นเป็นที่ตั้ง รวมกับ ร้อย.ตถ.และ ร้อย.ค.๔.๒ ” ปัจจุบัน คือ ร้อย.รปภ.ที่ ๗ กอง รปภ.ฐท.สส. มี น.ต.เยื้อน ทองกระจาย เป็น ผบ.ร้อย.
    ๓. กองร้อยทหารสื่อสาร ใช้อาคาร ๕ กฝท.ศฝ.นย.ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง มี น.ต.วิจารณ์ เลิศฤทธิ์ เป็น ผบ.ร้อย.
    ๔. กองร้อยทหารช่าง ใช้บริเวณที่ตั้ง กอง นรจ.นย.ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง มี ร.อ.เชลง วีระประจักษ์ เป็น ผบ.ร้อย.
    ๕. กองร้อยต่อสู้รถถังใช้อาคารร่วมกับ ร้อย.บก.และบริการ เป็นที่ตั้งหน่วยมี คจตถ.๓.๕ นิ้ว และ ปรส.๗๕ มม.เป็นอาวุธประจำหน่วย โดยมี ร.อ.สิทธิพล เจริญผล ผบ.ร้อย.เครื่องยิงลูกระเบิด ๔.๒ นิ้วรักษาราชการ ผบ.ร้อย.
    ๖. กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิด ๔.๒ ” ใช้อาคารร่วมกันกับ ร้อย.ตถ. ร.อ.สิทธิพล เจริญผล เป็น ผบ.ร้อย. มีเครื่องยิงลูกระเบิด ๔.๒” เป็นอาวุธประจำหน่วย ๘ กระบอก
    ๗. กองร้อยรถขึ้นบก ตั้งอยู่บริเวณกองขนส่ง ฐานทัพเรือสัตหีบ ปัจจุบันมี ร.อ.ไพโรจน์ พูลสวัสดิ์ เป็น ผบ.ร้อย.
    ๘. กองร้อยขนส่ง ใช้บริเวณสวนสุขภาพ นย.ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง
    ๙. กองพันทหารราบที่ ๑ ตั้งอยู่บริเวณ พัน.ส.พล.นย.ปัจจุบัน โดยแปรสภาพมาจากกองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ มี น.ท.ชาย อินทรประเสริฐ เป็น ผบ.พัน.
    ๑๐. กองพันทหารราบที่ ๒ แปรสภาพจากกองป้องกันพิเศษจันทบุรี ในค่ายตากสินจันทบุรี มี น.ต. ยุธยา เชิดบุญเมือง เป็น ผบ.พัน.
    ๑๑. กองพันทหารปืนใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณ พัน.ป.๑ ปัจจุบันมี น.ต.โสภณ สุญาณเศรษฐกร เป็น ผบ.พัน.มี ปบค.๗๕ มม.เป็นอาวุธประจำหน่วย ๑๘ กระบอก
    ๑๒. กองพันต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่รักษาฝั่ง ตั้งอยู่อาคาร ร้อย.ตถ.พล.นย.ปัจจุบันมี น.ต.วิโรจน์ ทองประดิษฐ์ เป็น ผบ.พัน.มี ปตอ. ๔๐/๖๐ มม.และ ปก.๒๐ มม. เป็นอาวุธประจำหน่วย โดยโอนมาจากกองปืนใหญ่รักษาฝั่ง และกองต่อสู้อากาศยานของ ฐท.สส.เมื่อ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๙๘
    ๑๓. กองการฝึกนาวิกโยธิน ประกอบด้วย รร.จ่านาวิกโยธิน และกองลูกมือโดย บก.กฝย.ตั้งอยู่ที่อาคาร บก.นย.ปัจจุบัน ส่วน รร.จ่านาวิกโยธิน ตั้งอยู่ที่อาคาร ๒ (ร้อย.ฝ.๕ พัน.ฝ.๑ กฝท.ปัจจุบัน) โดยมี ร.อ.วิวัฒน์ สัตยานนต์ เป็น ผบ.กฝย. ส่วนอาคาร ๑ ใช้เป็นห้องเรียนของนักเรียนจ่า

    ใน พ.ศ.๒๔๙๙ กรมนาวิกโยธิน ได้ตั้งกองพันขึ้นใหม่อีก ๑ กองพันเรียกว่า “ กองพันรักษาการณ์” ซึ่งต่อมาได้แปรสภาพเป็น กองพันทหารราบที่ ๓ มีที่ตั้งบริเวณเรือนพักประทวนโสด ๒-๓ ปัจจุบัน กรมนาวิกโยธินที่ตั้งขึ้นใหม่ได้รับอาวุธจากโครงการช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ ทั้งสิ้นรวมทั้งได้จัดส่งที่ปรึกษาทางทหารของ นย.สหรัฐฯ มาให้คำแนะนำในการจัด, การฝึกและการศึกษา ตามแนวทางของนาวิกโยธินสหรัฐฯ นับได้ว่าเป็นทหารนาวิกโยธินยุคใหม่ที่มีความสามารถในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก (AMPHIBIOUS OPERATION) และการรบตามหลัก นิยมของทหาร นย.สหรัฐฯ ดังจะเห็นได้จากการฝึกผสมยกพลขึ้นบกร่วมกันเป็นครั้งแรกระหว่างนาวิกโยธินไทยกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่หาดเจ้าสำราญ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๙ ในการฝึกครั้งนี้เป็นการวางรากฐานของความรู้ในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกสมัยใหม่ให้กับทหารนาวิกโยธินไทย
    ทหารนาวิกโยธินยุคใหม่นี้ ยังคงใช้เครื่องแบบสีกากีเหมือนเมื่อยังเป็นกองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ สวมรองเท้าหุ้มข้อสีน้ำตาล หมวกเหล็กสีเขียว (ไม่มีผ้าพรางหมวก) ใช้ปืนเล็กยาวสปริงฟิลด์เป็นอาวุธ ประจำกาย และได้เปลี่ยนมาใช้ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ ๘๘ (ปลยบ.๘๘) ในปี ๒๕๐๑ โดยเป็นอาวุธประจำกายในกองพันทหารราบ สำหรับ ปสบ.๘๗ ใช้เป็นอาวุธประจำกายในกองพันทหารปืนใหญ่ สำหรับเครื่องแบบได้เปลี่ยนจากเครื่องสีกากี เป็นสีกากีแกมเขียว สวมรองเท้าหุ้มข้อสีดำ สวมหมวกเหล็กพร้อมผ้าพรางหมวกสีพรางในปี ๒๕๐๑
    ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้มีการปรับปรุงอัตรากรมนาวิกโยธินขึ้นใหม่ โดยจัดตั้ง กองพันทหารราบเพิ่มอีก ๔ กองพัน คือ กองพันทหารราบที่ ๓, กองพันทหารราบที่ ๔, กองพันทหารราบ
    ที่ ๕, กองพันทหารราบที่ ๖ และจัดตั้ง กองร้อยขึ้นตรง เพิ่มอีก ๒ กองร้อย คือ กองร้อยลาดตระเวน และกองร้อยพยาบาล โดยมีหน่วยต่าง ๆ ดังนี้
    ๑. กองบังคับการ (บริเวณอาคาร กองร้อยกองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ปัจจุบัน)
    ๒. ศูนย์การฝึก (แปรสภาพจาก กองการฝึกนาวิกโยธิน)
    ๓. กองพันทหารราบที่ ๑ (บริเวณ กองพันทหารสื่อสาร ปัจจุบัน)
    ๔. กองพันทหารราบที่ ๒ (ค่ายตากสิน จันทบุรี)
    ๕. กองพันทหารราบที่ ๓ (แปรสภาพจากกองพันรักษาการณ์ มีที่ตั้งบริเวณเรือนพักประทวนโสด ๒-๓ ปัจจุบัน)
    ๖. กองพันทหารราบที่ ๔ (กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือสัตหีบ ปัจจุบัน)
    ๗. กองพันทหารราบที่ ๕ (กองรักษาความปลอดภัย กรมสรรพาวุธทหารเรือ ปัจจุบัน)
    ๘. กองพันทหารราบที่ ๖ (กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือกรุงเทพ)
    ๙. กองพันทหารปืนใหญ่ (บริเวณ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑ ปัจจุบัน)
    ๑๐. กองพันต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่รักษาฝั่ง (อาคาร กองร้อยต่อสู้รถถัง กองพลนาวิกโยธิน ปัจจุบัน)
    ๑๑. กองร้อยลาดตระเวน
    ๑๒. กองร้อยพยาบาล (อาคาร กองร้อยฝึกที่ ๖ กองพันฝึกที่ ๑ ปัจจุบัน)
    ๑๓. กองร้อยทหารสื่อสาร (อาคาร ๕ กองการฝึกพลทหาร ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ปัจจุบัน)
    ๑๔. กองร้อยทหารช่าง (บริเวณ กองนักเรียนจ่านาวิกโยธิน ปัจจุบัน)
    ๑๕. กองร้อยรถขึ้นบก (อ่าวนาวิกโยธินด้านทิศเหนือ)
    ๑๖. กองร้อยขนส่ง
    ๑๗. กองร้อยเครื่องยิงลูกระเบิด ๔.๒ ” (บริเวณกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑)
    ๑๘. กองร้อยต่อสู้รถถัง (อาคาร ๗ กองการฝึกพลทหาร ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน)
    ในการปรับปรุงอัตราครั้งนี้ นับเป็นรากฐานของการปรับปรุงอัตรากำลังของ นย.ในปีต่อ ๆ มา

    ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ได้มีการปรับปรุงอัตรากรมนาวิกโยธินใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดหน่วยกำลังรบมารวมกันเป็น กรมผสมนาวิกโยธิน นอกจากนั้นยังปรับปรุง ตามขีดจำกัดของงบประมาณในหมู่ปืนเล็กของกองพันทหารราบ มีการปรับลดชั้นยศของนายพวกยิงที่ ๒ และ ๓ จาก จ่าเอก เป็นพลทหารปีที่ ๒ มีการใช้อัตรานี้ต่อมาจนกระทั่งมีการปรับปรุงอัตรากรมนาวิกโยธิน ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ จึงได้ปรับอัตรานายพวกยิงที่ ๒ และ ๓ กลับมาเป็นชั้นยศ จ่าเอกดังเดิม รวมทั้งปรับอัตรา ผู้บังคับหมู่ปืนเล็ก เป็นชั้นยศพันจ่าเอก โดยมีการจัดหน่วยดังนี้.-
    ๑. กองบังคับการ
    ๒. กองพันบริการ
    ๓. ศูนย์การฝึก
    ๔. กรมผสมนาวิกโยธิน ประกอบด้วย
    - กองบังคับการกรม
    - กองพันกองบังคับการ
    - กองพันทหารราบที่ ๑
    - กองพันทหารราบที่ ๒
    - กองพันทหารราบที่ ๓
    - กองพันทหารปืนใหญ่
    ๕. หน่วยแยกสมทบ
    - กองพันทหารราบที่ ๔ ขึ้นสมทบสถานีทหารเรือสัตหีบ
    - กองพันทหารราบที่ ๕ ขึ้นสมทบกรมสรรพาวุธทหารเรือ
    - กองพันทหารราบที่ ๖ ขึ้นสมทบสถานีทหารเรือกรุงเทพ

    ในการปรับกำลังครั้งนี้ หน่วยที่ถูกยุบเลิกไปได้แก่ กองพันต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่รักษาฝั่ง กำลังของกองพันต่อสู้อากาศยานได้แยกไปอยู่กับกองพันบริการ ๑ กองร้อย และไปอยู่กับ กองพันทหารปืนใหญ่ ๑ กองร้อย, ร้อย.ตถ.ถูกยุบเลิกและแปรสภาพไปอยู่ใน มว.ต่อสู้ยานเกราะ, ร้อย.บก.และบริการ ในกองพันทหารราบ หน่วยที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือ กองพันบริการและกองร้อยกองบังคับการและบริการ กองพันกองบังคับการ

    ผู้บังคับการกรมผสมนาวิกโยธินคนแรก คือ น.อ.จรง ตุลยานนท์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ได้จัดตั้ง กองพันทหารราบขึ้นอีก ๑ กองพัน คือ กองพันทหารราบที่ ๗ มีที่ตั้งที่ จว.ระยอง เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกรมผสมนาวิกโยธิน และจัดตั้ง กองร้อยปืนใหญ่อีก ๑ กองร้อยในกองพันทหารปืนใหญ่ คือ กองร้อยปืนใหญ่ที่ ๔ (ปบค.๗๕ มม. ๖ กระบอก) ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ได้จัดตั้งกองพันทหารราบที่ ๘ ขึ้นที่ จว.สงขลา อีก ๑ กองพัน เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กรมผสมนาวิกโยธิน

    ในปี พ.ศ.๒๕๒๑ ได้จัดตั้งกองพันทหารราบที่ ๙ ขึ้นที่ จว.นราธิวาส อีก ๑ กองพัน เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กรมผสมนาวิกโยธิน นอกจากนั้นยังได้ปรับปรุงอัตรากรมนาวิกโยธินครั้งใหญ่ โดยขยายหน่วยดังนี้

    ๑. กองบัญชาการ
    ๒. กองร้อยกองบัญชาการ (จัดตั้งใหม่)
    ๓. กองร้อยปฏิบัติการจิตวิทยา (จัดตั้งใหม่)
    ๔. กองพันลาดตระเวน (เดิมเป็นกองร้อย)
    ๕. กองทหารสื่อสาร (เดิมเป็นกองร้อย)
    ๖. กองทหารช่าง (เดิมเป็นกองร้อย)
    ๗. กองรถสะเทินน้ำสะเทินบก (เดิมเป็นกองร้อย)
    ๘. กรมทหารราบที่ ๑ มีหน่วยในสังกัด คือ (กองพันทหารราบที่ ๑,๒ และ ๓)
    ๙. กรมทหารปืนใหญ่ มีหน่วยในสังกัด คือ (กองพันทหารราบที่ ๗,๘ และ ๙)
    ๑๐. กรมทหารปืนใหญ่ มีหน่วยในสังกัดคือ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑,๒,๔ และ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน)
    ๑๑. กรมสนับสนุนการช่วยรบ มีหน่วยในสังกัดคือ กองพันซ่อมบำรุง กองพันขนส่ง และกองพันพยาบาล
    ๑๒. ศูนย์การฝึก
    ๑๓. กรมรักษาความปลอดภัย มีหน่วยในสังกัดคือ กองพันทหารราบที่ ๔ แปรสภาพเป็น กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือสัตหีบ ขึ้นสมทบ ฐานทัพเรือสัตหีบ
    - กองพันทหารราบที่ ๕ แปรสภาพเป็น กองรักษาความปลอดภัยกรมสรรพาวุธทหารเรือ ขึ้นสมทบกรมสรรพาวุธทหารเรือ
    - กองพันทหารราบที่ ๖ แปรสภาพเป็น กองรักษาความปลอดภัย ฐานทัพเรือกรุงเทพ ขึ้นสมทบ ฐานทัพเรือกรุงเทพ
    ๑๔. กองพันทหารสารวัตร
    กองทหารสื่อสาร, กองทหารช่าง และกองรถสะเทินน้ำสะเทินบก มีฐานะเทียบเท่ากองพัน
    วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๒ กองทัพเรืออนุมัติให้จัดตั้ง กองพลนาวิกโยธินขึ้น โดยรวมหน่วยรบและหน่วยสนับสนุนการรบเข้าด้วยกัน โดยมีที่ตั้ง บก.พล.อยู่ที่ค่ายแสมสาร มี พล.ร.ต.สงบ ศณลัมภ์ เป็น ผบ.พล.เป็นคนแรก และได้เปลี่ยนชื่อหน่วยจากกรมนาวิกโยธินมาเป็นหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ซึ่งอัตราการจัดเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ ยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้

    หน่วยในสังกัด พล.นย.

    - กองบัญชาการกองพล
    - กองร้อยกองบัญชาการ (จัดตั้งใหม่)
    - กองพันทหารสื่อสาร (แปรสภาพจากกองทหารสื่อสาร)
    - กองพันทหารช่าง (แปรสภาพจากกองทหารช่าง)
    - กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก (แปรสภาพจากกองรถสะเทินน้ำสะเทินบก)
    - กองพันลาดตระเวน
    - กองร้อยต่อสู้รถถัง (จัดตั้งใหม่)
    - กรมทหารราบราบที่ ๑
    - กรมทหารราบราบที่ ๓
    - กรมทหารปืนใหญ่
    - กรมสนับสนุน
    - กองพันรถถัง (จัดตั้งใหม่)
    - กองร้อยบิน
    - กองร้อยสารวัตร


    การฝึกร่วม องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่ง

    เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างไทยกับสหรัฐ

    นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ กรมนาวิกโยธินได้หายไปจากกองทัพเรือเป็นเวลา ๔ ปี เหลือกำลังบางส่วนไว้เป็นกองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ ซึ่งเทียบเท่า กับกองพันทหารราบ ในช่วงเวลานี้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาช่วยเหลือทางด้านทหารและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือทางทหาร กองทัพเรือได้มีที่ปรึกษาทางทหาร มาประจำอยู่ในกองทัพและในจำนวนนี้มีที่ปรึกษาทางทหาร จำนวน ๗ นาย มาประจำอยู่กับกองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ เพื่อเตรียมการที่จะกรมนาวิกโยธิน ขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๙๖ – ๒๔๙๗ เริ่มช่วยเหลือด้านอาวุธและด้านการศึกษา นายทหารนาวิกโยธินได้ไปศึกษาในโรงเรียนของนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลายนาย ต่อมาทางรัฐบาลและกองทัพเรือได้เห็นความจำเป็นของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จึงได้อนุมัติจัดตั้ง กรมนาวิกโยธินขึ้นใหม่ เมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๘ โดยมี พลเรือจัตวา ประสงค์ พิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน

    ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ รัฐบาลได้อนุมัติให้ดำเนินการฝึกการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกและการแสดงการยกพลขึ้นบกระหว่างนาวิกโยธินไทยกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการฝึกของ SOUTH EAST ASIA TREATY ORGANIZATION (SEATO) องค์การสนธิสัญญาป้องกัน ร่วมกันแห่งภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) ณ ประเทศไทย ในเดือนกันยายน – ตุลาคม ๒๔๙๙ นับว่าเป็นการฝึกยกพลขึ้นบกครั้งแรกของนาวิกโยธินไทย เพื่อให้การฝึกนี้ได้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยและสมความมุ่งหมายจึงให้ผู้มีรายชื่อต่อไปนี้เป็นกรรมการ คือ
    ๑. พล.ร.ท. หม่อมหลวง ขาบ กุญชร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ
    ๒. พล.ร.ต.ดำริ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา รองประธานกรรมการ
    ๓. พล.ร.ต.ชัช จุลละรัต กรรมการ
    ๔. พล.จ.ชัยนันท์ จิตต์บุญ กรรมการ
    ๕. พ.อ.กำจร จุนทะสุต กรรมการ
    ๖. น.อ.กวี สิงหะ ร.น. กรรมการ
    ๗. น.อ.สนธิ บุญยชัย ร.น. กรรมการ
    ๘. น.อ.ชุมสาย เอกฉันฑ์ กรรมการ
    ๙. น.อ.ประคอง ปิณฑะบุตร์ กรรมการ
    ๑๐. น.อ.อรุณ ดิสแพทย์ กรรมการ
    ๑๑. น.อ.เฉลิม ทีวะเวช กรรมการ
    ๑๒.น.อ.เฉลิม จิตตินันท์ กรรมการ
    ๑๓. พ.อ.เริงฤทธิ รุมาคม กรรมการ
    ๑๔. น.ท.แสวง ประโมทยกุล กรรมการ
    ๑๕. พ.ท.ประสงค์ จุญญะภาต กรรมการ
    ๑๖. น.ต.บรรพต สุดแสวง ร.น. กรรมการ
    ๑๗. พ.ต.อภิชาติ ธีระทำรง กรรมการ
    กองทัพเรือ โดย พล.ร.อ.หลวงชลธาร พฤฒิไกร รอง ผบ.ทร.ทำการแทน ผบ.ทร.ได้สั่งให้หน่วย ต่าง ๆ จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ดังนี้
    กร. – จัด ร.ล.กูด เป็นพาหนะสำหรับนายทหารที่จะไปรับการอบรม จำนวน ๕๐ นาย ร.ล.ราวี และ ร.ล.ตะลิบง เป็นเรือสำหรับยกพลขึ้นบกของ นย.ไทย ร.ล.ไผ่, ร.ล.ปราบ, ร.ล.สัตกูด เป็นพาหนะสำหรับ นย.ที่จะไปดูการฝึก
    นย. – จัดทหารนาวิกโยธินร่วมในการฝึกแสดงการยกพลขึ้นบก และการดำเนินการฝึกร่วมตามแผนของสหรัฐฯ
    นอกจากนั้นกองทัพเรือได้ลงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฝึกร่วม สปอ.ฝ่าย ทร.ดังรายชื่อต่อไปนี้คือ
    ๑. รอง เสธ.ทร. ประธานกรรมการ
    ๒. จก.กพ.ทร. กรรมการ
    ๓. จก.ขว.ทร. กรรมการ
    ๔. จก.ยก.ทร. กรรมการ
    ๕. จก.กบ.ทร. กรรมการ
    ๖. เสธ.กร. กรรมการ
    ๗. ผบ.นย. กรรมการ
    ๘. ผบ.สน.สส. กรรมการ
    ๙. เสธ.ยบ.ทร. กรรมการ
    ๑๐. รอง จก.พธ.ทร. กรรมการ
    ๑๑. รอง จก.กง.ทร. กรรมการ
    ๑๒. น.อ.สถาปน์ เกยายนนท์ กรรมการ
    ๑๓. น.อ. กวี สิงหะ กรรมการ
    ๑๔. น.ท.สนธิ บุญยชัย กรรมการ
    ๑๕. น.ท.อมร ศิริกายะ กรรมการ
    ๑๖. น.ต.สมุทร สหนาวิน กรรมการ
    ๑๗. น.ต.บรรพต สุดแสวง กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
    ในการฝึกยกพลขึ้นบกร่วมกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ได้จัดหน่วยลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกของนาวิกโยธินไทย เข้าร่วมฝึกกับหน่วยลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ด้วย ประกอบด้วย นายทหาร ๒ นาย คือ ร.ต.อุกฤษฎ์ หาญสมบูรณ์ และ ร.ต.กวี สงวนคำ พร้อมด้วยจ่าและพันจ่า จากหน่วยต่าง ๆ ใน นย.อีก ๑๙ นาย การฝึกลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกของนาวิกโยธินครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรก ต่อมาจึงได้บรรจุวิชาการลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก ในวิชาการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกด้วย

    นาวิกโยธินไทย จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ๑ กองพันผสมยกพลขึ้นบก ( 1 BLT.) โดยมี น.ต.ชาย อินทรประสิทธิ์ ทำหน้าที่ ผบ.พันผสมยกพลขึ้นบกจัดกำลังจากกองพันทหารราบที่ ๑ และนักเรียนจ่านาวิกโยธิน รุ่นที่ ๙๘ ที่ยังไม่จบการศึกษาเข้าร่วมฝึกอยู่ในอัตรากองพันผสมยกพลขึ้นบกด้วย กำลังพลของนาวิกโยธินไทย ลำเลียงไปโดยเรือลำเลียงโจมตี (APA) ชื่อ MONTROSE ที่จอดอยู่หน้าอ่าวสัตหีบ ระหว่างเกาะตอหม้อ และแหลมปู่เฒ่า ประมาณ ๒- ๓ ไมล์ โดยลำเลียงจากท่าเทียบเรือสถานีทหารเรือสัตหีบ โดยเรือ LCVP ไปขึ้นเรือดังกล่าว เมื่อการลำเลียงกำลังพลสู่เรือเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๔๙๙ เรือต่าง ๆ ก็ออกเดินทางไปยังหาดเจ้าสำราญ จังหวัดเพชรบุรี และส่งหน่วยทหาร นย.ที่จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่ หัวหิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๖ ชม.ก็ถึงที่หมาย เรือทอดสมอห่างจากฝั่งหลายไมล์ เห็นหาดเจ้าสำราญอยู่ลิบ ๆ
    ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๙ เรือต่าง ๆ ที่ร่วมฝึกยกพลขึ้นบกทั้งไทยและสหรัฐฯ มาจอดอยู่บริเวณหน้าหาดเจ้าสำราญ เรือของสหรัฐฯ APA ชื่อ MONTROSE เรือ LSD ชื่อ OAKHILL เรือ APD ชื่อ DIACHENKO และเรือ LST เรือไทยมีเรือ LCU มาร่วม ๒ ลำ คือ ร.ล.ตะลิบง และ ร.ล.มัตโพน หรือ LSM ๒ ลำ คือ ร.ล.ไผ่, และ ร.ล.กูด ส่วน ร.ล.สุโขทัยนั้นมาสังเกตการณ์ไม่ได้เข้าร่วมการฝึกด้วย เวลา ๐๘๐๐ เริ่มซ้อมใหญ่ที่หาดเจ้าสำราญ เริ่มการปฏิบัติของหน่วยลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกก่อน การซ้อมใหญ่การยกพลขึ้นบก ซึ่งมีการปฏิบัติเหมือนวันจริงทุกประการ และทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
    ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ เป็นวัน D-DAY กำลังต่าง ๆ ในคลื่นโจมตีก็ขนถ่ายจากเรือลำเลียงลงสู่ รถ LVT และเรือ LCVP เพื่อเตรียมผ่านแนวออกตีเข้าสู่ที่หมาย ในขณะที่คลื่นต่าง ๆ เคลื่อนที่เข้าสู่ฝั่งที่ชายหาด และชายฝั่งก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง โดยการกดระเบิดซึ่งสมมุติว่าเป็นการระเบิดของกระสุนปืนใหญ่จากเรือและจากการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน ทำให้เหมือนของจริงมาก คลื่นต่าง ๆ ก็จะทยอยกันเข้าสู่ฝั่ง เมื่อรถ LVT ถึงชายฝั่งก็เปิดแรมพ์ ทหารนาวิกโยธินก็วิ่งลงจากรถ LVT เข้ายึดหัวหาด เสียงปืนจากกระสุนซ้อมรบก็ดังกึกก้องไม่ว่าจะเป็นจากปืนกลและปืนเล็ก พร้อมทั้งเคลื่อนที่ไปข้างหน้าคลื่นต่าง ๆ ก็หนุนเนื่องขึ้นมาตามลำดับ ทุกอย่างสิ้นสุดลง เมื่อหน่วยต่าง ๆ ขึ้นสู่ฝั่งเรียบร้อยแล้ว นับเป็นเพียงฉากหนึ่งที่สมมุติขึ้น ประชาชนให้ความสนใจและมาชมการยกพลขึ้นบกครั้งนี้อย่างมืดฟ้ามัวดิน และมีความสนใจ LVTP-5 ซึ่งเป็นยานสะเทินน้ำสะเทินบกที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น
    ร.อ.สินชัย ทรัพย์เผือก เป็นนายทหารนาวิกโยธินท่านหนึ่ง ที่มีโอกาสได้ร่วมการฝึกยกพลขึ้นบกที่หาดเจ้าสำราญ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งในวัน D-DAY ว่า ท่านและ นรจ.ในหมวดปืนเล็กที่มากับเรือ LCVP แล่นฝ่าคลื่นเข้าสู่ฝั่งเต็มฝีจักรทุกคนต่างรู้หน้าที่และเตรียมพร้อมที่จะโผออกจากเรือเมื่อเรือเกยหาดและแรมพ์เปิดออกและแล้วนาทีระทึกใจก็มาถึง เมื่อเรือกระแทกกับพื้นท้องทะเลอย่างแรงและทันทีนั้น เจ้าคนขับเรือก็เปิดแรมพ์ทันที เมื่อแรมพ์เปิดออกก็พบว่าเรืออยู่ห่างจากชายหาดมาก ก็รู้ได้ทันทีว่าเรือติดสันทราย ผู้เขียนก็สั่งให้ทุกคนออกจากเรือ น้ำลึกเกือบถึงคอต่างก็ชูอาวุธประจำกายขึ้นเหนือศีรษะ ลุยน้ำเข้าสู่ชายหาด นักเรียนบางคนตัวเล็กและเตี้ยน้ำเกือบมิดศีรษะ ซึ่งในวันซ้อมใหญ่เรือไม่ได้ติดสันทรายเหมือนวันนี้ ในกาลครั้งนี้มี ผบ.ร้อย.หนุ่มท่านหนึ่งมากับเรือ LCVP และเมื่อเรือติดสันทราย แรมพ์เปิดออกท่านก็สั่งทหารที่มีมากับเรือด้วยเสียงอันดังว่า “ตามข้าพเจ้ามา” ตัว ผบ.ร้อย.ก็ก้าวลงจากแรมพ์เป็นคนแรกโดยคิดว่าน้ำคงไม่ลึก ปรากฏว่าตัวท่านจมลงไปในน้ำจนมิดศีรษะ พวกที่ก้าวออกจากแรมพ์ติดตามมาก็ยังหายวับไปอีกเหมือนกัน และก็คิดว่าคงมีอีกหลายรายที่ประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ บางครั้งเราก็มองดูพื้นทรายจากปลายแรมพ์ก็คิดว่าน้ำคงไม่ลึกเพราะ มันลวงตา แต่พอโดดลงไปแล้วจึงรู้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ส่วนตัว ผบ.ร้อยที่สั่งทหารว่า”ตามข้าพเจ้ามา” นั้น อย่าไปเอ่ยนามท่านเลยครับ ท่านเป็นนายพลและเกษียณอายุราชการไปนานแล้ว ท่านมีสมญานามว่า “หมอยาไทย” เวลา ๑๒๐๐ กำลังยกพลขึ้นบก ก็เริ่มลำเลียงกลับสัตหีบ เรือ APA ออกจากหาดเจ้าสำราญเป็นสุดท้าย เวลาประมาณ ๒๑๐๐ เดินทางถึงสัตหีบ

    การฝึกร่วมผสมยกพลขึ้นบกที่ประเทศอินโดนีเซีย

    นับตั้งแต่กองทัพเรือได้ก่อตั้งหน่วยทหารนาวิกโยธินยุคใหม่มาจนกระทั่งปัจจุบัน กรมนาวิกโยธินได้พัฒนา องค์วัตถุ องค์บุคคลได้อย่างทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศ นับเป็นเกียรติประวัติของกรมนาวิกโยธินอีกครั้ง ที่จะต้องจารึกไว้เป็นประวัตินาวิกโยธินว่า ครั้งหนึ่งระหว่างวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ถึง ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ ทหารนาวิกโยธินของไทย กำลังพลหนึ่งกองพันผสมยกพลขึ้นบก ได้เดินทางไปร่วมฝึกผสม การยกพลขึ้นบกที่ประเทศอินโดนีเซีย บริเวณหาดเอนเยอร์ เมืองเอนเยอร์ ตามคำสั่งการฝึกของกองทัพเรือที่ ๘/๒๕๒๖ ลง ๙ ส.ค.๒๕๒๖ เรื่อง การฝึกผสมยกพลขึ้นบกกับ ทร.อินโดนีเซีย ซึ่งในการฝึกร่วมผสมครั้งนี้ ใช้รหัสนามเรียกขานว่า “Sea Garudar” IV.B- ๘๓”

    สืบเนื่องมาจากที่กองทัพเรือไทย ได้มีความคิดริเริ่มการฝึกผสมยกพลขึ้นบกระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินโดนีเซีย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๔ แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในอินโดนีเซียจึงได้ยกเลิกไป ต่อมาได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยมีการประชุมครั้งแรกเมื่อ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๖ และกำหนดให้ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๖ ทำการวางแผนขั้นต้นที่กรมยุทธการทหารเรือ กรุงเทพฯ และประชุมวางแผนขั้นสุดท้ายที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๖ โดยมี น.ท.นิพนธ์ พราหมณ์เทศ ผบ.พัน.ร.๒ กรม ร.๑ นย.เป็นผู้แทน นย.ร่วมไปกับผู้แทน กร. ไปร่วมประชุมด้วยซึ่งกองทัพเรือของทั้งสองประเทศได้ตกลงที่จะทำการฝึกผสมยกพลขึ้นบกร่วมกัน บริเวณเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ ห้วงเวลาทำการฝึก ประมาณ ๓๐ วัน โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังเข้าร่วมฝึกจำนวน ๑ กองพันผสมยกพลขึ้นบก โดยใช้กำลังจาก พัน.ร.๒ กรม ร.๑ นย.เป็นหลัก
    กองทัพเรือไทยได้ออกคำสั่งการฝึก กองทัพเรือที่ ๘/๒๕๒๖ ลง ๙ สิงหาคม ๒๕๒๖ เรื่อง การฝึกยกพลขึ้นบกกับ ทร.อินโดนีเซีย และกรมนาวิกโยธินได้ออกคำสั่งการฝึก นย.ที่ ๓/๒๕๒๖ ลง ๒๙ มิ.ย.๒๖ เรื่องการฝึก Sea Garudar” IV.B- ๘๓ โดยให้ น.อ.สงบ ศรลัมภ์ เป็นรองผู้อำนวยการฝึก (ฝ่าย นย.) และเป็นผู้บังคับบัญชากำลัง นย. ทั้งหมดที่เข้าร่วมการฝึก และให้ พันงร.๒ กรม ร.๑ นย.เป็นกำลังหลักใน การจัดกองพันผสมยกพลขึ้นบก โดยมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการฝึกการยุทสะเทินน้ำสะเทินบกผสมระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรืออินโดนีเซียทุกขั้นตอนของการยุทธกับพัฒนาหลกันิยมในการปฏิบัติ ร่วมของกองทัพเรือไทยและกองทัพอินโดนีเซีย
    ในการดำเนินการฝึกนั้นกระทำในช่วงสิงหาคม-กันยายน ๒๕๒๖ ประมาณ ๓๐ วัน บริเวณเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย โดยแบ่งขั้นตอนการปฏิบัติเป็น ๙ ขั้น ดังนี้
    ๑. ฝึกปัญหาที่บังคับการ และการฝึกในท่าเรือ (๒๓-๒๔ ส.ค.๒๖) ที่สุราบายา
    ๒. การขึ้นสู่เรือ (นย.อินโดนีเซีย) ใน ๒๗ ส.ค.๒๖)
    ๓. การยาตรากำลังไปพื้นที่ที่หมายและการปฏิบัติของส่วนล่วงหน้า (๒๕ ส.ค.๒๖)
    ๔. การซ้อม (๒๖ ส.ค.๒๖)
    ๕. การโจมตี (๓๐ ส.ค.๒๖)
    ๖. การถอนตัวของ นย. (๓๐ ส.ค.๒๖)
    ๗. การลำเลียง นย.กลับสู่เรือ (๓๐ ส.ค.๒๖)
    ๘. การเคลื่อนย้ายกำลังกลับจาการ์ตา (๓๐ ส.ค.๒๖)
    ๙. การวิจารณ์การฝึกและการปิดการฝึกที่จาการ์ตา (๓๑ ส.ค.๒๖)
    สำหรับนาวิกโยธินไทยได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึกโดยจัดเป็นกองอำนวยการฝึก, หน่วยควบคุมการฝึกยุทธวิธี, กองกำลังยกพลขึ้นบก และกองพันผสมยกพลขึ้นบก รวมกำลังพลทั้งสิ้น ๓๓๕ นาย โดยมีผู้บังคับบัญชาตำแหน่งสำคัญดังนี้
    ๑.กองอำนวยการฝึก (๗ นาย)
    รองผู้อำนวยการฝึก (ฝ่าย นย.) น.อ.สงบ ศรลัมภ์
    นายทหารยุทธการภาคพื้น น.ท.เชษฐ์ โกมลฐิติ
    ผู้ช่วยนายทหารยุทธการ ร.ท.สมปอง สังข์สุวรรณ
    ผู้ช่วยนายทหารยุทธการ ร.ต.วิบูลย์ เชี่ยวเวทย์
    นายทหารสื่อสาร ร.ต.เด่น พ่วงท่าโก
    พันจ่าสื่อสาร พ.จ.อ.คารม แพนลา
    ล่ามภาษาอินโดนีเซีย จ.อ.อุเส็น หะนิมะ
    ๒. หน่วยควบคุมการฝึกยุทธวิธี (๒ นาย)
    นายทหารควบคุม น.ท.อุดม พ่วงมงคล
    กรรมการภาคพื้น น.ท.สุรินทร์ รอดสวาสดิ์
    ๓. กองกำลังยกพลขึ้นบกผสม ( LF) (๗ นาย)
    ๓.๑ บก. รอง ผบ. LF. น.อ.สุพันธุ์ ศุภสมุทร
    นายทหารกำลังพล น.ท.นิทัศน์ เพชรน้อย
    นายทหารการข่าว ร.อ.เทพรังสรรค์ ศิลปบรรเลง
    นายทหารยุทธการ น.ต.ต่อบุญ ไกรฤกษ์
    นายทหารส่งกำลังบำรุง ร.อ.พิศิษฐ์ กลิ่นเฟื่อง
    นายทหารสื่อสาร ร.อ.ชัยนันท์ ฉายัษเฐียร
    ผู้ประสานอาวุธสนับสนุน ร.อ.เสรีชัย สิทธิสุข
    ๓.๒ กองพันผสมยกพลขึ้นบก ( BLT.) (๓๑๘ นาย)
    ผบ.พันผสมยกพลขึ้นบก น.ท.นิพนธ์ พราหมณ์เทศ
    รอง ผบ.พัน.ฯ น.ต.บรรยงค์ ศรีชลา
    นายทหารยุทธการ น.ต.เทอดศักดิ์ พรหมศิริ
    ผช.นายทหารยุทธการ ร.อ.ณรงค์รัตน์ โพธิ์แดง
    นายทหารการข่าว ร.ท.ปิยพันธ์ สุรินทร์วงศ์
    นายทหารกำลังพล ร.ท.สมเกียรติ สุวรรณารัณย์
    นายทหารส่งกำลังบำรุง ร.ท.ประเสริฐ เอมบัว
    นายทหารการเงิน ร.ต.พงษ์ศักดิ์ ทวิชัย
    นายแพทย์ น.ท.สุชาติ อังวัฒนกูล
    กองร้อยยกพลขึ้นบกที่ ๑
    ผบ.ร้อย ร.อ.ธีระ จรเจริญ
    ผบ.มว.ปล.ที่ ๑ ร.ต.ชาติชาย ยุวรัตน์
    ผบ.มว.ปล.ที่ ๒ ร.ต.เกรียงเดช รัตนปัญญากุล
    กองร้อยยกพลขึ้นบกที่ ๒
    ผบ.ร้อย ร.ท.ทรงวรวิทย์ ทรัพย์อนันต์
    ผบ.มว.ปล.ที่ ๑ ร.ต.นิคม สติคราม
    ผบ.มว.ปล.ที่ ๒ ร.ต.วุฒิศักดิ์ คงนาวัง
    ผบ.ร้อย.บก.และบริการ น.ต.เสนีย์ รักษาศิลป์
    รอง ผบ.ร้อย.บก.และบริการ ร.ท.อัมพร บำรุงพันธ์
    ผบ.รถยกพลขึ้นบก ร.อ.กิตติ สุขศิริ
    ผบ.ชุดจัดระเบียบชายหาด ร.ต.ปรีดี จันทรางสุ
    ผู้สังเกตการณ์ น.อ.ธัชพงษ์ วิวัฒน์กุล
    พัน.ร.๒ กรม ร.๑ นย. ได้จัดเตรียมชุดการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมไทย เช่น กระบี่กระบอง, มวยไทย และรำกลองยาว ไปเผยแพร่ด้วย กับได้ชี้แจงให้กำลังพลในกองพันผสม ยกพลขึ้นบก ฯ ได้ทราบถึงประวัติและความเป็นมาของประเทศอินโดนีเซีย และได้เคลื่อนย้ายกำลังจากค่ายตากสินไปเข้าร่วมที่รวมพลที่ค่ายแสมสาร เมื่อ ๖ สิงหาคม ๒๕๒๖
    ในส่วนของกองทัพเรือได้จัดเรือรบเข้าร่วมฝึกเพื่อสนับสนุนกำลังนาวิกโยธินดังนี้
    ผบ.หมู่เรือฝึก น.อ.เจาะจง โชติช่วง
    ร.ล.ตาปี น.ท.ชุมพล ปัจจุสานนท์
    ร.ล.พงัน น.ต.สุรพล จันทร์แดง
    ร.ล.ช้าง น.ต. บรรจง คูมีชัย
    วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ พล.ร.ท.ยุธยา เชิดบุญเมือง ผบ.นย.ได้ให้โอวาทแก่กำลังพลที่จะเข้าร่วมการฝึก ณ ที่รวมพลค่ายแสมสาร โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “ ในการไปฝึกครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อทหารนาวิกโยธิน จะได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นในการร่วมทำงานกับนาวิกโยธินต่างประเทศ ขอให้ทุกคนตั้งใจฝึก เพื่อเกียรติศักดิ์ และศักดิ์ศรีของทหารนาวิกโยธินและกองทัพไทย”
    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ เวลาประมาณ ๑๖๐๐ กำลังนาวิกโยธินทั้งหมดก็ได้ขึ้นสู่เรือบริเวณท่าเทียบเรือแหลมเทียน เวลา ๒๐๐๐ หมู่เรือฝึกเริ่มออกเดินทางไปอินโดนีเซีย และเข้าเทียบท่าเรือมาคูล่า เมืองสุราบายา เมื่อเวลา ๒๐๐๐ ของวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ รวมเดินทาง ๘ วัน ระยะทางทั้งสิ้น ๑,๔๗๖ ไมล์ทะเล ระหว่างเดินทางทหาร นย. ต้องเผชิญคลื่นลมจัดอยู่ ๒ วัน ทำให้ทหาร นย.เมาคลื่นซึ่งนับเป็นประสบการณ์ของการเดินทางที่ยากจะลืม
    วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ เวลา ๑๐๐๐ กระทำพิธีเปิดการฝึกโดย ผบ.ทร.อินโดนีเซีย เป็นประธาน โดยกำหนดรายละเอียดการฝึกดังนี้
    - ระหว่าง ๒๒ – ๒๗ ส.ค.๒๖ ฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX)
    - ระหว่าง ๒๘ - ๒๙ ส.ค.๒๖ หน่วยควบคุมการฝึกยุทธวิธีสำรวจพื้นที่ฝึกที่หาดเอนเยอร์
    - ระหว่าง ๓๐ – ๓๑ ส.ค.๒๖ ทำการยกพลขึ้นบก และปฏิบัติการจิตวิทยาต่อประชาชนในพื้นที่ และกลับขึ้นสู่เรือ
    - ๑ ก.ย.๒๖ วิจารณ์การฝึกและพิธีปิดการฝึก
    หลังจากฝึกปัญหาที่บังคับการและคณะหน่วยควบคุมทางยุทธวิธีได้สำรวจหาดเอนเยอร์เรียบร้อยแล้ว การยกพลขึ้นบกก็ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา ๐๖๓๐ ของวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ณ หาดเอนเยอร์ ตามสถานการณ์ที่สมมุติให้ กองพันผสมยกพล ฯ ที่ ๑ (อินโดนีเซีย) ขึ้นทางปีกขวาของหาด และกองพันผสมยกพล ฯ ที่ ๒ (ไทย) ขึ้นทางปีกซ้ายของหาด เพื่อแย่งยึดพื้นที่ บนบกจากฝ่ายตรงข้าม โดยได้รับการยิงสนับสนุนจาก ป.เรือ และเครื่องบินตามสถานการณ์ที่สมมุติขึ้น และสามารถจัดตั้งหัวหาดได้เรียบร้อยเวลา ๑๐๐๐ โดยขณะทากรฝึก คณะของ ทร.ไทย ประกอบด้วย พล.ร.อ.สมบูรณ์ เชื้อพิบูลย์ (ผบ.ทร.), พล.ร.ท.ยุธยา เชิดบุญเมือง (ผบ.นย.), พล.ร.ท.บัณฑิต สุวงศ์ (รอง เสธ.ทร.) และ พล.ร.ท.ประสพ อุดหนุน (เสธ.กร.) ได้ชมการฝึก พร้อมกับคณะของ ผบ.ทร.อินโดนีเซีย
    วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ กำลังยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือไทยและอินโดนีเซีย ได้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ฝึก โดยทำความสะอาดโรงเรียน ให้การรักษาพยาบาล เวลา ๑๓๐๐ ได้ถอนกำลังกลับขึ้นสู่เรือ และออกเดินทางไปยังจาการ์ตา เมื่อเวลา ๑๖๐๐ โดยเข้าเทียบท่าเรือจาการ์ตาใน ๑ ก.ย.๒๖ และได้ปล่อยข้าราชการและพลทหารทัศนศึกษากรุงจาการ์ตา ส่วนกองอำนวยการฝึกได้วิจารณ์การฝึก (เวลา ๐๘๓๐ – ๑๐๓๐) และกระทำพิธีปิดการฝึกเวลา ๑๑๓๐ โดย พล.ร.อ.สมบูรณ์ เชื้อพิบูลย์ ผบ.ทร.ไทย เป็นประธาน ซึ่งการฝึกยกพลขึ้นบก ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ได้ผลสมความมุ่งหมายของทางราชการ
    วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ เวลา ๑๐๓๐ หมู่เรือฝึกของไทยเดินทางออกจากท่าเทียบเรือเมืองจาการ์ตา เดินทางกลับประเทศไทย และได้แวะเยี่ยมสิงคโปร์ ใน ๖-๗ ก.ย.๒๖ เพื่อให้ข้าราชการและพลทหารได้ทัศนศึกษาภูมิประเทศ
    วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๖ เวลา ๐๗๓๐ ร.ล.ช้าง และ ร.ล.พงัน เทียบท่าเรือแหลมเทียน และส่งทหาร นย.กลับเข้าที่ตั้งปกติ ณ ค่ายกรมหลวงชุมพร โดยสวัสดิภาพจากการฝึกครั้งนี้ ทำให้เห็นได้ว่าประสิทธิภาพขององค์บุคคล และองค์วัตถุของ นย.ไทย เป็นรองใครในย่านเอเซียอาคเนย์
    ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
    http://www.navy.mi.th



                                           
                                   

                                    Adopted from Valenth

    "ดาบในมือกู กูเป็นคนใช้ แต่กูไม่ได้ใช้ตามใจ เพราะหน้าที่บีบให้กูต้องทำ..."
    'ขุนรองปลัดชู '


    นิยายผม:

    ศึกแห่งชะตากรรม:บทที่1

    Rank: 2

    ผู้ใช้ไม่ลงทะเบียนเช็คชื่อ

    โพสต์เมื่อ 2011-10-28 20:42 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    ทหารมารีนกว่าจะมาเป็นนาวิกวันนี้ที่รอคอย

    Rank: 20Rank: 20Rank: 20Rank: 20Rank: 20

  • อารมณ์รายวัน TA
    ความรู้สึกตอนนี้
    12 ชั่วโมงก่อน
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 863 วัน

    [LV.10]Class A

    กิจกรรม19 กิจกรรม18 กิจกรรม17 กิจกรรม16 กิจกรรม13 กิจกรรม11 กิจกรรม10 กิจกรรม9 กิจกรรม 8 กิจกรรม 7.1 เหรียญกิจกรรม7 เหรียญกิจกรรม 6 เหรียญกิจกรรม5.2 เหรียญกิจกรรมม5 เหรียญกิจกรรม3 เหรียญกิจกรรม4 Medal No.11 Medal No.12 Medal No.13 Medal No.14 Medal No.15 Medal No.16 Medal No.17 Medal No.25 Medal No.26 Medal No.27 Medal No.30 Medal No.32 Medal No.33 Medal No.34 Medal No.35 Medal No.36 Medal No.37

    โพสต์เมื่อ 2011-10-28 22:39 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    ขอบคุณครับ


    Rank: 9Rank: 9Rank: 9

  • อารมณ์รายวัน TA
    เบื่อ
    2013-5-8 13:33
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 74 วัน

    [LV.6]Class E

    กิจกรรม 8 เหรียญกิจกรรม1 เหรียญกิจกรรม2 เหรียญกิจกรรม3 เหรียญกิจกรรม7 กิจกรรม 7.1

    โพสต์เมื่อ 2011-11-10 12:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    ความรู้ๆ

    Rank: 7Rank: 7Rank: 7

  • อารมณ์รายวัน TA
    ความรู้สึกตอนนี้
    2013-9-9 13:01
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 300 วัน

    [LV.8]Class A

    กิจกรรม19 กิจกรรม17 กิจกรรม16 กิจกรรม13 กิจกรรม11 กิจกรรม10 กิจกรรม9 กิจกรรม 8 เหรียญกิจกรรม7 เหรียญกิจกรรม5.2 เหรียญกิจกรรมม5 เหรียญกิจกรรม4 เหรียญกิจกรรม3 เหรียญกิจกรรม2

    โพสต์เมื่อ 2012-6-8 06:59 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    พ่อของผมอยู่พัน ป.1 อยู่สัตหีบ 555+


    私はそれを感謝しています。

    Rank: 13Rank: 13Rank: 13Rank: 13

  • อารมณ์รายวัน TA
    ความรู้สึกตอนนี้
    2013-12-14 16:12
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 76 วัน

    [LV.6]Class E

    กิจกรรม14 เหรียญกิจกรรม1 เหรียญกิจกรรม2 เหรียญกิจกรรม3 เหรียญกิจกรรม 6 เหรียญกิจกรรม7 กิจกรรม10

    โพสต์เมื่อ 2012-6-22 19:38 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    ใจมากครับผม
    แค่1คำขอบคุน
    ผมก็ดีใจแล้วเฟสผมเองกรุณาอย่าปั้มกระทู้นะครับ
    Anima/Mangaคลับของคนรักกา
    ตูนเข้ามากันเลยครับ!!

    Rank: 7Rank: 7Rank: 7

  • อารมณ์รายวัน TA
    ความรู้สึกตอนนี้
    2014-2-17 09:06
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 58 วัน

    [LV.5]Class F

    กิจกรรม14 กิจกรรม10 เหรียญกิจกรรม2 เหรียญกิจกรรม3 เหรียญกิจกรรม 6 เหรียญกิจกรรม1 เหรียญกิจกรรม7

    โพสต์เมื่อ 2012-7-27 17:51 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    ใจมากครับผม

  • อารมณ์รายวัน TA
    กังวลซึมเศร้า
    2012-12-2 08:52
  • วันที่ลงทะเบียนเช็คชื่อ: 6 วัน

    [LV.2]Class FFFF

    กิจกรรม16

    โพสต์เมื่อ 2012-11-11 13:55 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
    หมายเหตุ: ผู้โพสต์ถูกแบนหรือถูกลบ โพสต์นี้ถูกปิดโดยอัตโนมัติ

      <<<แจกบัตรเติมเงินฟรีคลิ๊กที่รูปเลยโปรด ใส่รหัสเชิญ m7393
    คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก